<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวฝาก]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/index/id/38</link>
<atom:link href="https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/index/id/38" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“ธีรรัตน์” กำชับ จังหวัด และ ปภ. เร่งช่วยเหลือเยียวยาประชาชนจากผลกระทบพายุ “คาจิกิ” และ “หนองฟ้า” 5 ด้าน]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/421295</link>
<guid isPermaLink="false">b67e4b0ad37e2a18dd6327e9ae410e86</guid>
<pubDate>Fri, 05 Sep 2025 16:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(3 ก.ย. 68) กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานพยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนโดยเฉพาะบริเวณจังหวัดตาก จันทบุรี และตราด ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่ม&nbsp;<br />
จากการแจ้งเตือนเรื่องฝนตกหนักบางพื้นที่ นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและดินถล่มจากอิทธิพลของพายุ &ldquo;คาจิกิ&rdquo; และพายุ &ldquo;หนองฟ้า&rdquo; โดยมีนายเชษฐา โมสิกรัตน์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พร้อมด้วย ผู้แทนกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรธรณี ตลอดจนผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้า ปภ. จังหวัด 62 จังหวัด ร่วมประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์<br />
นางสาวธีรรัตน์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการให้กระทรวงมหาดไทย โดย ปภ. ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่อย่างใกล้ชิด ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายและความเดือดร้อนแก่ประชาชน การประชุมครั้งนี้จึงจัดขึ้นเพื่อประเมินสถานการณ์อุทกภัยและดินโคลนถล่ม ตลอดจนการสนับสนุนการช่วยเหลือในพื้นที่ให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ ทั้งนี้ หากจังหวัดใดต้องการความช่วยเหลือให้รีบแจ้งมายังส่วนกลางโดยด่วน และหากพบพื้นที่เสี่ยงสูงที่ต้องประกาศเตือนภัยระดับสูงสุด ให้ประสานมายัง ปภ. เพื่อสามารถส่งสัญญาณเตือนภัยแก่ประชาชนได้อย่างทันท่วงที พร้อมกันนี้ได้กำชับแนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์ 5 ด้าน ได้แก่<br />
1. &ldquo;ติดตามสถานการณ์&rdquo; โดยให้ทุกจังหวัด ยังคงเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ตลอด 24 ชั่วโมง และหากมีเหตุบ่งชี้ว่าพื้นที่ใดอาจเกิดอุทกภัยให้รีบแจ้งอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เตรียมรับสถานการณ์ล่วงหน้า<br />
2. &ldquo;เตรียมความพร้อมรับเหตุฉุกเฉินในพื้นที่&rdquo; โดยให้ทุกจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ในพื้นที่เสียงภัย เตรียมความพร้อมเพื่อรับเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบของแต่ละระดับ ตั้งแต่การรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน การเตรียมชุดปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย การเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ พร้อมออกปฏิบัติงานได้ทันทีที่ได้รับแจ้ง<br />
3. &ldquo;การปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย&rdquo; โดยทุกพื้นที่ต้องให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่เป็นอันดับแรก หากมีผู้ประสบภัยติดค้างอยู่ในพื้นที่ประสบภัย และหากประเมินจะเป็นอันตรายให้อพยพนำผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่โดยเร็ว กรณีมีเหตุดินโคลนถล่มให้เร่งเข้าค้นหาผู้ประสบภัยให้เร็วที่สุด สำหรับพื้นที่ที่มีเหตุกำแพง พนังกั้นน้ำ กระสอบทรายกั้นน้ำชำรุดเสียหายทำให้น้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่ ให้จัดทีมเข้าซ่อมแซมโดยทันที และสำหรับพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง ให้ประสานขอรับการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำจากหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่และศูนย์ ปภ.เขต เร่งรัดการสูบระบายน้ำ<br />
4. &ldquo;เร่งรัดจ่ายเงินช่วยเหลือหรือให้ความช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง&rdquo; ขอให้จังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งรัด ลดขั้นตอน และระยะเวลาในการพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือให้กับผู้ประสบภัยตามระเบียบกระทรวงการคลัง หรือระเบียบกระทรวงมหาดไทยสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะในด้านการดำรงชีพ โดยไม่ต้องรอให้สิ้นสุด เพื่อให้ประชาชนผู้ประสบภัยมีความเชื่อมั่นในการดูแลของหน่วยงานภาครัฐ<br />
5. &ldquo;การเร่งฟื้นฟูบูรณะในพื้นที่ที่สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ&rdquo; ให้จังหวัด อำเภอและองค์กรปกรองส่วนท้องถิ่นจัดทีมเข้าฟื้นฟูบูรณะสภาพพื้นที่ให้กลับสู่สภาพเดิม เช่น การเก็บทำความสะอาดพื้นที่ การซ่อมแซมสิ่งสาธารณประโยชน์ให้กลับคืนสภาพเดิมโดยเร็ว<br />
ทั้งนี้ ปภ. ได้เตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยและดินถล่มในทุกมิติ และขอเน้นย้ำให้เฝ้าระวัง ติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศ และสถานการณ์น้ำในพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งการติดตามสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานด้านพยากรณ์ การจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด การแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยง ตลอดจนการสนับสนุนทรัพยากร เช่น เครื่องจักรกลสาธารณภัย และเต็นท์สนามเพื่อรองรับผู้ประสบภัยชั่วคราว โดยประชาชนสามารถติดตามข่าวสารสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือของ ปภ. ได้ทางเฟซบุ๊ก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารภัย DDPM และ X @DDPMNews และ สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ทางไลน์ &ldquo;ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784&rdquo;<br />
นอกจากนี้ ปภ. ยังมอบหมายให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 14 อุดรธานี สนับสนุนเครื่องจักรกลสาธารณภัยและเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ เข้าช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเลย โดยส่งรถสูบน้ำกู้ภัยเคลื่อนที่สมรรถนะสูงแบบโมบายยูนิต 1 คัน รถสูบน้ำระยะไกล 1 คัน และเครื่องสูบน้ำขนาดอัตราสูบ 28,000 ลิตรต่อนาที จำนวน 1 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์ครบชุด เข้าสูบน้ำบริเวณหน้าเทศบาลเมืองเลย เร่งระบายน้ำที่ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน<br />
ให้ลงสู่แม่น้ำเลย เพื่อลดระดับน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน<br />
(3 ก.ย. 68) ปภ. ยังได้รายงานเมื่อเวลา 06.00 น. สถานการณ์อุทกภัยและดินสไลด์ จากอิทธิพลพายุ &ldquo;คาจิกิ&rdquo; ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน สุโขทัย และ พิษณุโลก ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,979 ครัวเรือน 6,390 คน ดังนี้&nbsp;<br />
1. จังหวัดเชียงใหม่ เกิดฝนตกหนักทำให้ดินสไลด์ในพื้นที่ อ.แม่แจ่ม ประชาชนได้รับผลกระทบ 769 ครัวเรือน บ้านเรือนเสียหาย 157 หลังคาเรือน มีผู้เสียชีวิต 8 ราย ผู้ได้รับบาดเจ็บ 15 ราย และสูญหาย 2 ราย ปัจจุบันอยู่ระหว่างค้นหาผู้สูญหาย<br />
2. จังหวัดแม่ฮ่องสอน เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ อ.เมือง ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,801 ครัวเรือน ได้รับความเสียหาย 62 หลังคาเรือน 2,570 คน มีผู้เสียชีวิต 2 ราย สูญหาย 1 ราย ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว และเร่งค้นหาผู้สูญหาย&nbsp;<br />
3. จังหวัดสุโขทัย เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำแม่น้ำยมเอ่อล้นตลิ่งในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง ศรีสัชนาลัย สวรรคโลก ศรีนคร ศรีสำโรง และบ้านด่านลานหอย บ้านเรือนได้รับผลกระทบ 373 ครัวเรือน 1,380 คน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ปัจจุบันแม่น้ำยมระดับน้ำลดลง&nbsp;<br />
4. จังหวัดพิษณุโลก เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อ.ชาติตระการ และเนินมะปราง ประชาชนได้รับผลกระทบ 36 ครัวเรือน 133 คน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ปัจจุบันแม่น้ำยมระดับน้ำเพิ่มขึ้น ส่วนสถานการณ์อุทกภัยและดินสไลด์ จากอิทธิพลพายุ &ldquo;หนองฟ้า&rdquo; ทำให้เกิดฝนตกหนัก ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2568 - ปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ เลย หนองบัวลำภู และชุมพร ประชาชนได้รับผลกระทบ 9,589 ครัวเรือน 32,094 คน ดังนี้<br />
1. จังหวัดเพชรบูรณ์ เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วม<br />
ในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อ.หล่มเก่า น้ำหนาว หล่มสัก อำเภอเมืองฯ และหนองไผ่ บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 7,747 ครัวเรือน 28,194 ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ปัจจุบันแม่น้ำป่าสักระดับน้ำลดลง<br />
2. จังหวัดอุตรดิตถ์ เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำเอ่อล้นอ่างเก็บน้ำคลองตรอนเข้าท่วมในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ทองแสนขัน ตรอน และพิชัย ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,313 ครัวเรือน 4,858 คน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ปัจจุบันระดับน้ำลดลง<br />
3. จังหวัดเชียงใหม่ เกิดฝนตกหนักน้ำหลากเข้าท่วมในพื้นที่อำเภอเมือง เบื้องต้นความเสียหายอยู่ระหว่างการสำรวจ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและไม่มีผู้เสียชีวิต ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว<br />
4. จังหวัดเลย เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องทำให้มีน้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอภูหลวง ภูกระดึง วังสะพุง ด่านซ้าย และอำเภอเมืองฯ ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,651 ครัวเรือน 3,193 คน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ 3 อำเภอ ประกอบด้วย อ.ภูกระดึง ด่านซ้าย และเมืองฯ ปัจจุบันระดับน้ำลดลง<br />
5. จังหวัดหนองบัวลำภู เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองฯ&nbsp; ศรีบุญเรือง โนนสัง สุวรรณคูหา และ นาวัง ประชาชนได้รับผลกระทบ 85 ครัวเรือน 315 คน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ปัจจุบันระดับน้ำลดลง<br />
6. จังหวัดชุมพร เกิดฝนตกหนักทำให้มีดินสไลด์และน้ำท่วมขังในพื้นที่ อำเภอหลังสวน ประชาชนได้รับผลกระทบ 210 ครัวเรือน 777 คน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ปัจจุบันระดับน้ำลดลง<br />
ทางด้าน นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช. ได้จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคกลาง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำและฝนในช่วงเดือนกันยายน - ตุลาคมนี้ จากการคาดการณ์กรมอุตุนิยมวิทยา ร่วมกับ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) พบว่า ในช่วงสัปดาห์นี้ (วันที่ 2 &ndash; 6 ก.ย. 68) บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้จะมีฝนตกหนักบางแห่ง เนื่องจากร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประกอบกับคาดการณ์ว่าใน 7 วันข้างหน้าจะมีปริมาณน้ำไหลมาจากภาคเหนือลงสู่ตอนกลางของประเทศผ่านที่จังหวัดนครสวรรค์ ในอัตราประมาณ 2,200 - 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สทนช. จึงได้ระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานและคณะกรรมการในกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย ลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำบางปะกง และลุ่มน้ำเจ้าพระยา ร่วมกันวางแผนบริหารจัดการน้ำและเตรียมการรองรับสถานการณ์ เขื่อนขนาดใหญ่ในตอนบนของประเทศ เช่น เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ คาดว่าจะมีน้ำไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง จึงต้องวางแผนเพิ่มการระบายน้ำเพื่อป้องกันความเสี่ยงน้ำล้นและรักษาความมั่นคงของเขื่อน นอกจากนี้ กรมชลประทานได้เร่งระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระยะเวลาประมาณ 10 - 15 วัน เพื่อเพิ่มพื้นที่เหนือเขื่อนสำหรับรองรับปริมาณน้ำจากฝนตกหนักชุดต่อไป ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณฝนมากในพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง บริเวณจังหวัดอุทัยธานี และจังหวัดกำแพงเพชร สำหรับพื้นที่ท้ายเขื่อนที่ได้รับผลกระทบ ได้วางแนวทางช่วยเหลือประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณนอกคันกั้นน้ำในพื้นที่ อำเภอเสนา บางบาล และผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อช่วยผลกระทบในแต่ละพื้นที่ให้ได้มากที่สุด<br />
แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอสถานการณ์ ผลกระทบจากพายุ &ldquo;คาจิกิ&rdquo;และ &ldquo;หนองฟ้า&rdquo; โดย น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย ประชุม กอปภ.ก. กำชับบริหารจัดการสถานการณ์ 5 ด้าน เพื่อให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน<br />
2. นำเสนอการบริหารจัดการน้ำจากภาคเหนือลงสู่ภาคกลาง และวางแผนเพิ่มการระบายน้ำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงน้ำล้น รักษาความมั่นคงของเขื่อน และรองรับปริมาณน้ำฝนในช่วงเดือนกันยายน - ตุลาคมนี้<br />
3. ประชาสัมพันธ์ช่องทางติดตามข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐ ได้จากเว็บไซต์ หรือ เฟซบุ๊ก กรมอุตุนิยมวิทยา และขอความช่วยเหลือได้ทางเว็บไซต์ หรือ เฟซบุ๊ก ปภ. หรือ ทางไลน์ &ldquo;ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784&rdquo;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/20250905313d0194e8cbbd1a6f3b76ee6fb03bc1163247.jpg' type='image/jpg' length='282595' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. รับทราบข้อห่วงใย พม. เร่งผลักดันมาตรการส่งเสริม คนพิการเข้าสู่ตลาดแรงงาน  ตาม พ.ร.บ. ปี 2550]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/421292</link>
<guid isPermaLink="false">87845950a0a0e06748fa19339b193572</guid>
<pubDate>Fri, 05 Sep 2025 16:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(2 ก.ย. 68) คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ ดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp; 1. รับทราบรายงานผลการปฏิบัติตามกฎหมายจ้างงานคนพิการในหน่วยงานของรัฐ ประจำปี 2566 - 2567<br />
&nbsp; &nbsp; 2. ให้หน่วยงานของรัฐซึ่งมีผู้ปฏิบัติงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป เร่งรัดดำเนินการจ้างงานคนพิการตามที่กฎหมายกำหนดให้ครบถ้วนภายในปี 2568 และจัดทำรายงานการจ้างงานคนพิการประจำปีต่อกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พม.<br />
&nbsp; &nbsp; 3. มอบหมายให้กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พม. รวบรวมรายงานผลการจ้างงานคนพิการของหน่วยงานรัฐทุกหน่วยงาน ภายในวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปีและจัดทำประกาศหน่วยงานที่ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 และมาตรา 35 ต่อสาธารณะอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 (พระราชบัญญัติฯ)<br />
&nbsp; &nbsp; สาระสำคัญของเรื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; พม. โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ รายงานว่า ตามพระราชบัญญัติฯ มาตรา 33 ให้นายจ้าง เจ้าของสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐ ต้องรับคนพิการเข้าทำงานในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับจำนวนพนักงาน ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดจำนวนที่ต้องรับเข้าทำงาน และมาตรา 35&nbsp;<br />
หากหน่วยงานของรัฐหรือนายจ้างไม่รับคนพิการเข้าทำงานตามมาตรา 33 และไม่ประสงค์ส่งเงินเข้ากองทุนตามมาตรา 34 อาจดำเนินการโดยวิธีอื่นแทน เช่น การให้สัมปทานจัดสถานที่จำหน่ายสินค้า/บริการ จัดจ้างเหมาช่วงหรือเหมาบริการ ฝึกงาน จัดหาอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก ล่ามภาษามือ หรือการช่วยเหลืออื่น ๆ แก่คนพิการหรือผู้ดูแล ทั้งนี้&nbsp;<br />
ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติกำหนดในระเบียบ พ.ศ. 2558&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โดยรายงานผลการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานของรัฐประจำปี 2566 &ndash; 2567 พบว่า มีหน่วยงานของรัฐที่มีการจ้างงานคนพิการตามมาตรา 33 และการดำเนินการส่งเสริมอาชีพตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติฯ ครบตามอัตราส่วนที่กฎหมายกำหนด อัตราส่วน 100:1 (อัตราส่วนผู้ปฏิบัติงานที่ไม่ใช่คนพิการทุกหนึ่งร้อยคนต่อคนพิการหนึ่งคน) จำนวน 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงคมนาคม (คค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงแรงงาน (รง.)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;สรุปผลการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานของรัฐในภาพรวม ประจำปี 2566 &ndash; 2567</p>

<p>ประจำปี&nbsp; &nbsp; จำนวนผู้<br />
ปฏิบัติ งาน<br />
(คน)&nbsp; &nbsp; จำนวนคนพิการ<br />
ที่ต้องรับเข้าทำงาน<br />
ตามกฎหมาย<br />
&nbsp;(อัตรา 100:1 คน)&nbsp; &nbsp; ผลการจ้างงานคนพิการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มาตรา 33&nbsp;<br />
(คน)&nbsp; &nbsp; มาตรา 35&nbsp;<br />
(คน)&nbsp; &nbsp; รวมการจ้างงานคนพิการ<br />
(คน)&nbsp; &nbsp; คิดเป็น<br />
ร้อยละ<br />
2566&nbsp; &nbsp; 1,899,351&nbsp; &nbsp; 18,996&nbsp; &nbsp; 2,933&nbsp; &nbsp; 891&nbsp; &nbsp; 3,824&nbsp; &nbsp; 20.13<br />
2567&nbsp; &nbsp; 1,862,174&nbsp; &nbsp; 18,621&nbsp; &nbsp; 2,938&nbsp; &nbsp; 1,754&nbsp; &nbsp; 4,692&nbsp; &nbsp; 25.20</p>

<p>*หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 27 ธันวาคม 2567 ไม่รวมกระทรวงกลาโหม เนื่องจากเป็นภารกิจด้านความมั่นคงจึงไม่สามารถแจ้งยอดเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในสังกัดต่าง ๆ ทั้งหมดได้<br />
&nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ (กพช.) ในการประชุมครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 มีมติรับทราบรายงานผลการปฏิบัติตามกฎหมายการจ้างงานคนพิการดังกล่าวและมอบหมายให้ พม. โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ รายงานผลการดำเนินงานจ้างงานคนพิการ ในหน่วยงานของรัฐ ประจำปี 2566 - 2567 และเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบ<br />
สำหรับแผนการขับเคลื่อนการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานของรัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (1) ประชาสัมพันธ์ให้หน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีผู้ปฏิบัติงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ดำเนินการจ้างงานคนพิการให้ครบตามอัตราส่วนที่กฎหมายกำหนด</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (2) ประชุมชี้แจงแนวทางการปฏิบัติตามกฎหมายการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานของรัฐในเดือนมีนาคมของทุกปี เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอน รูปแบบ และวิธีการในการดำเนินการตามมาตรา 33 และมาตรา 35 ให้กับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ อันจะนำไปสู่การส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐสามารถจ้างงานคนพิการครบตามอัตราส่วนที่กฎหมายกำหนด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (3) มีหนังสือแจ้งหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หน่วยงานอิสระ สถาบันการศึกษา และกระทรวงต่าง ๆ เพื่อขอความร่วมมือปฏิบัติตามกฎหมายและรายงานผลการจ้างงานคนพิการมายังกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (4) เข้าพบผู้บริหารหน่วยงานของรัฐเพื่อหารือการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานของรัฐให้ปฏิบัติได้ครบตามอัตราส่วนที่กฎหมายกำหนด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (5) ดำเนินการประกาศโฆษณาตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (6) รวบรวมข้อมูลรายงานผลการจ้างงานคนพิการประจำปีของหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานในวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี เพื่อนำเสนอ กพช. และคณะรัฐมนตรีต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; ประโยชน์ของการดำเนินการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (1) เพื่อแสดงศักยภาพทางด้านทักษะและความสามารถของคนพิการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (2) เพื่อส่งเสริมให้คนพิการมีอาชีพ มีรายได้ สามารถเลี้ยงดูครอบครัวและใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนบุคคลทั่วไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (3) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเสริมสร้างความมั่นใจในการเห็นคุณค่าของคนพิการ</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอมติคณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการจ้างงานคนพิการ<br />
ในหน่วยงานรัฐ ปี 2566 &ndash; 2567 ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ ตามกฎหมายกำหนดอัตรา 100:1 คน พบว่าจำนวนการจ้างงานคนพิการของหน่วยงานภาครัฐยังต่ำกว่ากฎหมายกำหนด&nbsp;<br />
2. นำเสนอรัฐบาลให้หน่วยงานของรัฐที่มีผู้ปฏิบัติงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป เร่งรัดดำเนินการจ้างงานคนพิการตามที่กฎหมายกำหนดให้ครบถ้วนภายในปี 2568 เพื่อส่งเสริมให้คนพิการมีอาชีพ มีรายได้ สามารถเลี้ยงดูครอบครัวและใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนบุคคลทั่วไป ลดความเหลื่อมล้ำ และเห็นคุณค่าของคนพิการ<br />
3. ประชาสัมพันธ์ให้หน่วยงานของรัฐที่มีผู้ปฏิบัติงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป&nbsp;<br />
ต้องรับคนพิการเข้าทำงาน อัตราส่วน 100:1 คน หากหน่วยงานของรัฐหรือนายจ้างไม่รับคนพิการเข้าทำงาน ให้ดำเนินการโดยวิธีอื่นแทน&nbsp;<br />
เช่น การให้สัมปทาน จัดสถานที่จำหน่ายสินค้า/บริการ จัดจ้างเหมาช่วงหรือเหมาบริการ ฝึกงาน จัดหาอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก ล่ามภาษามือ&nbsp;<br />
หรือการช่วยเหลืออื่น ๆ แก่คนพิการหรือผู้ดูแล</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/2025090551010ac3f0426ef4391f00052a75e015163016.jpg' type='image/jpg' length='331900' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ภูมิธรรม” สั่งติดตามพายุ “คาจิกิ” ตลอด 24 ชั่วโมง  เพื่อเตือนภัยอย่างทั่วถึง กู้ภัยอย่างทันการณ์]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/418711</link>
<guid isPermaLink="false">b0b2907b7caf73d03487f0eb15e9dfd7</guid>
<pubDate>Thu, 28 Aug 2025 10:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (26 ส.ค. 68) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี&nbsp;<br />
มีข้อสั่งการในการประชุมคณะรัฐมนตรี ให้กรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ติดตามสถานการณ์พายุคาจิกิอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง&nbsp; เพื่อตัดสินใจ แจ้งเตือนภัย สื่อสารให้ทั่วถึงเหมาะสม ด้วยระบบต่าง ๆ โดยเฉพาะระบบ Cell Broadcast และเตรียมการกู้ภัยในพื้นที่ ที่ได้ผลกระทบอย่างทันการณ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (27 ส.ค.68) เวลา 05.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศ ร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมาเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนบน ทำให้บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ ตาก สุโขทัย และอุตรดิตถ์ ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มจังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักถึงหนักมาก มีดังนี้&nbsp;&nbsp;<br />
วันที่ 27 สิงหาคม 2568 ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร และเพชรบูรณ์<br />
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย และหนองคาย<br />
ภาคกลาง: จังหวัดอุทัยธานี กาญจนบุรี และราชบุรี รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล<br />
ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก จันทบุรี และตราด<br />
ภาคใต้: จังหวัดชุมพร และระนอง<br />
&nbsp; &nbsp; ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (27 ส.ค. 68) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงาน เวลา 06.00 น. ว่า จากอิทธิพลพายุ &ldquo;คาจิกิ&rdquo; ทำให้เกิดฝนตกหนัก ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2568 &ndash; ปัจจุบัน มีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 8 จังหวัด 16 อำเภอ 43 ตำบล 135 หมู่บ้าน เบื้องต้นประชาชนได้รับผลกระทบ 177 ครัวเรือน 633 คน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและไม่มีผู้เสียชีวิต ดังนี้</p>

<p>แพร่ วันที่ 26 สิงหาคม 2568 เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำป่าไหลหลาก<br />
ในพื้นที่ 5 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอวังชิ้น ลอง เด่นชัย อำเภอเมือง และสูงเม่น 23 ตำบล 92 หมู่บ้าน เบื้องต้นอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ศูนย์ ปภ. เขต 15 เชียงราย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือเบื้องต้น ปัจจุบันแม่น้ำยมมีระดับน้ำเพิ่มขึ้น&nbsp;</p>

<p>ลำปาง วันที่ 26 สิงหาคม 2568 เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ 2 อำเภอ คือ อำเภอแม่เมาะ แม่ทะ 3 ตำบล 13 หมู่บ้าน เบื้องต้นประชาชนได้รับผลกระทบ 100 ครัวเรือน 370 คน&nbsp; &nbsp;ศูนย์ ปภ. เขต 10 ลำปาง พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ปัจจุบันแม่น้ำวังมีระดับน้ำเพิ่มขึ้น</p>

<p>เชียงใหม่ วันที่ 26 สิงหาคม 2568 เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ อำเภอเมือง 6 ตำบล 6 หมู่บ้าน เบื้องต้นอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย โดย ศูนย์ ปภ. เขต 10 ลำปาง พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว<br />
แม่ฮ่องสอน วันที่ 26 สิงหาคม 2568 เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อำเภอปางมะผ้า ขุนยวม&nbsp; และ แม่สะเรียง 4 ตำบล 8 หมู่บ้าน เบื้องต้นอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย โดย ศูนย์ ปภ. เขต 10 ลำปาง พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ปัจจุบันแม่น้ำปายมีระดับน้ำเพิ่มขึ้น<br />
เพชรบูรณ์ วันที่ 26 สิงหาคม 2568 เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ 2 อำเภอ คือ อำเภอหนองไผ่ และหล่มเก่า&nbsp; 2 ตำบล 3 หมู่บ้าน เบื้องต้นมีบ้านเรือนได้รับผลกระทบ 15 ครัวเรือน 56 คน ศูนย์ ปภ. เขต 9 พิษณุโลก พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจความเสียหาย และให้การช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ปัจจุบันแม่น้ำป่าสักมีระดับน้ำเพิ่มขึ้น<br />
อุตรดิตถ์ วันที่ 26 สิงหาคม 2568 เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ อำเภอ ท่าปลา 3 ตำบล 11 หมู่บ้าน เบื้องต้นมีบ้านเรือนได้รับผลกระทบ 16 ครัวเรือน 59 คน โดย ศูนย์ ปภ. เขต 9 พิษณุโลก พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ปัจจุบันแม่น้ำน่านมีระดับน้ำเพิ่มขึ้น&nbsp;<br />
เลย วันที่ 26 สิงหาคม 2568 เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ อำเภอนาแห้ว 1 ตำบล 1 หมู่บ้าน เบื้องต้นมีบ้านเรือนได้รับผลกระทบ 26 ครัวเรือน 74 คน โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ศูนย์ ปภ. เขต 14 อุดรธานี พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจความเสียหาย และให้การช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ปัจจุบันแม่น้ำเลยมีระดับน้ำเพิ่มขึ้น<br />
นครพนม วันที่ 26 สิงหาคม 2568 เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ อำเภอธาตุพนม 1 ตำบล 1 หมู่บ้าน&nbsp; &nbsp;เบื้องต้นมีบ้านเรือนได้รับผลกระทบ 20 ครัวเรือน 74 คน ศูนย์ ปภ. เขต 7 สกลนคร สนง.ปภ.จ. ชลประทานจังหวัด พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ปัจจุบันแม่น้ำโขงมีระดับน้ำเพิ่มขึ้น<br />
ดินสไลด์<br />
เชียงใหม่ วันที่ 27 สิงหาคม 2568 เวลา 02.50 น. เกิดดินสไลด์ในพื้นที่ หมู่บ้านปางอุ๋ง ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม เบื้องต้นบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 5 หลัง มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ 10 ราย สูญหาย 1 ราย โดย สนง.ปภ.จ. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าให้การช่วยเหลือนำผู้บาดเจ็บ ส่งโรงพยาบาลขุนยวม โรงพยาบาลแม่แจ่ม และค้นหาผู้สูญหาย<br />
&nbsp; &nbsp;สำหรับสถานการณ์ที่จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 พล.ต.บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 / ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 38 ได้จัดกำลังพลชุดปฏิบัติบรรเทาสาธารณภัยจาก กรมทหารพรานที่ 32 ร่วมกับ ชุดปฏิบัติบรรเทาสาธารณภัย กองพันทหารม้าที่ 10 กรมทหารม้าที่ 2 ที่ทำการปกครองอำเภอท่าวังผา และผู้นำชุมชนบ้านสบขุ่น ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน เข้าช่วยเหลือและอพยพประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ดินโคลนถล่มไปยังพื้นที่ปลอดภัย โดยได้อพยพครอบครัว จำนวน 2 หลังคาเรือน รวม 5 คน ไปยังบ้านพักราชการภายในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านสบขุ่น จากนั้น เวลา 19.00 น. ช่วยเหลืออพยพประชาชน จากพื้นที่เสี่ยงดินสไลด์ จำนวน 8 หลังคาเรือน (รวม 31 คน) มายังพื้นที่ปลอดภัย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ประชาชนสามารถขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง&nbsp;<br />
ขณะที่อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรมบริเวณลานสน เป็นการชั่วคราว เพื่อเป็นการเฝ้าระวังสถานการณ์พายุ&nbsp; &ldquo;คาจิกิ&rdquo; ที่ส่งผลให้มีฝนตกหนักต่อเนื่องและเกิดปริมาณน้ำฝนสะสม&nbsp; ซึ่งอาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินสไลด์ ประกอบกับได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ประจำจุดบริการที่ 3 (ลานสน) ว่าพบดินสไลด์ตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ&nbsp;<br />
ทางด้านกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมประชุมกับ กรมวิชาการ สำนักงานเขตสุขภาพ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยให้ดำเนินการตาม 6 มาตรการ ดังนี้</p>

<p>1. ให้พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม เปิดศูนย์ปฏิบัติการสาธารณสุข (EOC) ระดับเขตและจังหวัด ติดตามและรายงานสถานการณ์ต่อศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (Public health emergency operation center : PHEOC) ส่วนกลางตามแนวทางที่กำหนด&nbsp;<br />
2. ตรวจสอบความพร้อมของโรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงทั้งด้านไฟฟ้าสำรอง น้ำสะอาด ยา เวชภัณฑ์ เลือด และระบบส่งต่อผู้ป่วย&nbsp;<br />
3.จัดระบบส่งต่อผู้ป่วยในกรณีที่โรงพยาบาลถูกน้ำท่วมจนไม่สามารถให้บริการได้ โดยมีสายด่วน/ช่องทางด่วนในการประสาน&nbsp;<br />
4. เตรียมทีมปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์และสาธารณสุข ได้แก่ ทีมปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ (Medical Emergency Response Team : MERT) และทีมปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ในภาวะภัยพิบัติ สาธารณภัย ระดับอำเภอ (Mini Medical Emergency Response Team : MiniMERT) สำหรับสนับสนุนพื้นที่ประสบภัย และทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (MCATT) สำหรับลงพื้นที่หากสถานการณ์รุนแรง&nbsp;<br />
5. เฝ้าระวังโรคและภัยสุขภาพที่มากับน้ำท่วม เช่น โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคเลปโตสไปโรซิส โรคไข้เลือดออก และโรคระบบทางเดินหายใจ&nbsp;<br />
6. สื่อสารความเสี่ยงและประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารการป้องกันโรคและภัยสุขภาพที่มากับน้ำท่วมถึงประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่มีสถานพยาบาลได้รับผลกระทบ แต่ได้ทำการเฝ้าระวังสถานการณ์<br />
อย่างใกล้ชิด</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1.นำเสนอข้อสั่งการของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ให้กรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ติดตามสถานการณ์พายุคาจิกิอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การแจ้งเตือนภัยแก่ประชาชนมีความทั่วถึง เหมาะสม และเตรียมการกู้ภัยได้อย่างทันการณ์<br />
2.ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด ไม่ตื่นตระหนก พร้อมรับมือสถานการณ์<br />
3.ประชาสัมพันธ์ช่องทางการขอรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง และหน่วยงานในพื้นที่</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/2025082889c5c61c157c0c6fc3824a19a604d3e7105615.jpg' type='image/jpg' length='389877' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติงบกลาง 2,900 ล้านบาท สนับสนุนกองทุนประชารัฐสวัสดิการ ดูแลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อเนื่องปี 2568]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/418703</link>
<guid isPermaLink="false">092d07a8a4db0092af54f7602d84b16d</guid>
<pubDate>Thu, 28 Aug 2025 10:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(26 ส.ค. 68) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นจำนวน 2,900 ล้านบาท ให้แก่กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสรรสวัสดิการให้แก่ผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ อย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ตามที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เสนอ<br />
สาระสำคัญของเรื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; 1. กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม&nbsp;<br />
มีการจัดสรรสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 13.45 ล้านคน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 เป็นต้นมา ซึ่งมีสิทธิสวัสดิการประกอบด้วย&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp;1.1 การจัดประชารัฐสวัสดิการใหม่สำหรับผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการฯ ปี 2565 ดังนี้</p>

<p>การจัดประชารัฐสวัสดิการ&nbsp; &nbsp; วงเงิน&nbsp; &nbsp; เงื่อนไข<br />
(1) วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาและวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม&nbsp; &nbsp; 300 บาทต่อคนต่อเดือน&nbsp; จากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด<br />
(2) วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม&nbsp; &nbsp; 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน&nbsp; &nbsp; จากร้านค้าตามที่กระทรวงพลังงานกำหนด<br />
(3) วงเงินรวมค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ&nbsp; &nbsp;750 บาทต่อคนต่อเดือน&nbsp; สำหรับขึ้นรถระบบขนส่งสาธารณะเช่น รถองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ รถบริษัทขนส่ง จำกัด รถไฟฟ้า บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) รถไฟฟ้ามหานคร บริษัทรถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด และรถไฟ<br />
(4) มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า&nbsp; &nbsp; อุดหนุนค่าไฟฟ้าไม่เกิน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน&nbsp; &nbsp; กรณีที่ใช้ไฟฟ้าเกินวงเงินที่กำหนด ผู้มีสิทธิ์ฯจะเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด<br />
(5) มาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำประปา&nbsp; &nbsp; อุดหนุนค่า น้ำประปาไม่เกิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน<br />
&nbsp; &nbsp; กรณีที่ใช้น้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิฯยังคงได้รับการสนับสนุนในวงเงิน 100 บาท และจะต้องชำระส่วนที่เกิน 100 บาท ด้วยตนเอง แต่หากผู้มีสิทธิฯ มีการใช้น้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิ์ฯ จะเป็นผู้รับภาระค่าน้ำประปา ทั้งหมด<br />
&nbsp; &nbsp;1.2 เงินเพิ่มเบี้ยความพิการ จากเดิมจำนวน 800 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นจำนวน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ในเบื้องต้นเฉพาะคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ โดยให้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป (ตามมติคณะรัฐมนตรี 28 มกราคม 2563)&nbsp;<br />
2. ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 กองทุนฯ มียอดเงินคงเหลือ 6,034.23 ล้านบาท โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กองทุนฯ ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 50,400 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่าย เพื่อจัดสรรสวัสดิการให้แก่ผู้มีสิทธิฯ จำนวน 50,287.26 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุน จำนวน 112.74 ล้านบาท โดยที่ผ่านมากองทุนฯ มีการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับการจัดสรรสวัสดิการ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 - 31 กรกฎาคม 2568) เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 45,533.33 ล้านบาท โดย ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 บัญชีของกองทุนฯ ซึ่งเป็นบัญชีเพื่อใช้จ่ายสำหรับการจัดประชารัฐสวัสดิการให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยตามโครงการฯ ปี 2565 มีสถานะคงเหลือ 6,556.36 ล้านบาท (ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง) โดยมีประมาณการค่าใช้จ่ายในช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายน 2568 เฉลี่ยเดือนละ 4,720 ล้านบาท (รวมเป็นวงเงิน 9,440 ล้านบาท) ทำให้กองทุนฯ มีความจำเป็นต้องขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 2,900 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อจัดสรรสวัสดิการให้แก่ผู้มีสิทธิฯ ต่อไป<br />
3. คณะกรรมการฯ ในคราวการประชุม ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 โดยมี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบประมาณการขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 2,900 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสรรสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ดังกล่าวแล้ว&nbsp;<br />
ซึ่งต่อมาสำนักงบประมาณได้นำเรื่องดังกล่าวเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณา โดยนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้กองทุนฯ ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 2,900 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสรรสวัสดิการให้แก่ผู้มีสิทธิฯ อย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ&nbsp; พ.ศ. 2568&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ การจัดสรรสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ตามโครงการฯ ปี 2565 จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้แก่ผู้มีสิทธิฯ รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการซึ่งเป็นผู้มีสิทธิฯ ให้มีความต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 2,900 ล้านบาท ให้กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสรรสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการอย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ 2568<br />
2. นำเสนอรายละเอียดสวัสดิการสำหรับผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ และความจำเป็นต้องขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายในครั้งนี้ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 13.45 ล้านคน&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/2025082897a9ecbe7f8dfff541be8a85f79a27e9105345.jpg' type='image/jpg' length='289194' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/406836</link>
<guid isPermaLink="false">c760e82de0d84aac50c6a634ab9716de</guid>
<pubDate>Fri, 18 Jul 2025 14:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(15 ก.ค. 68) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. ... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ<br />
คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (4 กุมภาพันธ์ 2568)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่ง สคก. ตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วนโดยให้รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(สำนักงาน ก.พ.ร.) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; 2. รับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามที่ กระทรวงการคลัง เสนอ<br />
&nbsp; &nbsp; 3. ให้กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนเพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และประโยชน์ที่จะได้รับของการจัดตั้งศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงินขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเป็นการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้เต็มประสิทธิภาพต่อไป รวมทั้งรับความเห็นของกระทรวงยุติธรรม สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป<br />
ด้านนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. ... (พ.ร.บ. Financial Hub) ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณาแล้วเสร็จ โดยร่าง พ.ร.บ. Financial Hub นี้ จะถูกบรรจุวาระและเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรวาระที่ 1 ทันที<br />
พ.ร.บ. Financial Hub นี้จะทำประเทศไทยก้าวขึ้นสู่ศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค ยกเครื่องการพิจารณาใบอนุญาต และการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจภายใต้ Financial Hub ให้มีความครบวงจร และเอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ดึงดูดการลงทุน รวมทั้งให้มีหน่วยงานหลักกำหนดนโยบายในการส่งเสริมให้ไทยเป็น Financial Hub และกำหนดนโยบายในการพัฒนาระบบนิเวศของอุตสาหกรรมการเงิน (Ecosystem) ทั้งการพัฒนาบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐาน ให้สอดรับกับความต้องการของบริษัทด้านการเงินระดับโลก โดยกำหนดรายละเอียดธุรกิจเป้าหมายใน Financial Hub จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงินให้เป็นหน่วยงานให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One-stop Authority: OSA) กำหนดคุณสมบัติของผู้ประกอบธุรกิจและกลไกการขออนุญาต กำหนดสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจนักลงทุน รวมไปถึงแนวทางการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามหลักสากล<br />
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้ตรวจพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. .... เสร็จแล้ว ประกอบด้วยบททั่วไป หมวด 1 คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน หมวด 2 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน หมวด 3 ผู้อำนวยการ หมวด 4 การอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเป้าหมาย หมวด 5 การส่งเสริมและสิทธิประโยชน์ หมวด 6 การกำกับดูแลการประกอบธุรกิจเป้าหมาย หมวด 7 พนักงานเจ้าหน้าที่ หมวด 8 มาตรการปรับเป็นพินัย หมวด 9 โทษทางอาญา และ บทเฉพาะกาล จำนวน 94 มาตรา (เดิม 96 มาตรา) รวมทั้งกำหนดบัญชีท้ายอัตราค่าธรรมเนียม โดยนำความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาประกอบการพิจารณาด้วยแล้ว โดยยังคงเป็นไปตามหลักการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ และแก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียดต่าง ๆ ให้ชัดเจนขึ้น รวมทั้งแก้ไขเพิ่มเติมในสาระสำคัญ สรุปได้ ดังนี้<br />
&bull;&nbsp; &nbsp; กำหนดแนวทางการจัดตั้ง Financial Hub ในเขตพื้นที่ที่กำหนดสำหรับการประกอบธุรกิจเป้าหมายได้แก่ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจบริการการชำระเงิน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจนายหน้าประกันภัยต่อ และธุรกิจทางการเงินอื่นหรือธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องหรือสนับสนุนธุรกิจทางการเงินตามที่คณะกรรมการฯ ประกาศกำหนดโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี (เดิมตามที่คณะกรรมการฯ ประกาศกำหนด) และให้บริการเฉพาะผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (non-residents) เท่านั้น ยกเว้น 2 กรณี คือ 1) การให้บริการระหว่างผู้ประกอบธุรกิจเป้าหมายด้วยกันเอง และ 2) การให้บริการแก่ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เนื่องจากเป็นการดำเนินกิจกรรมเพื่อมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนตลาดภายในประเทศ (Market Participant) โดยมิได้ให้บริการแก่ลูกค้าของผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าวโดยตรง (ตัดข้อยกเว้นการให้บริการแก่ลูกค้าของผู้ประกอบธุรกิจเป้าหมายที่เป็นการให้บริการแก่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยในลักษณะอื่นตามที่คณะกรรมการฯ กำหนดออก เนื่องจากคำว่า &ldquo;ผู้มีถิ่นที่อยู่ในลักษณะอื่น&rdquo; อาจหมายถึง &ldquo;คนไทย&rdquo; ได้ ซึ่งการให้บริการแก่คนไทยได้ด้วยอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและเกิดปัญหากับลูกค้าคนไทยหรือระบบการเงินในภาพรวมได้) ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจเป้าหมายจะต้องเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด ซึ่งจดทะเบียนในไทยหรือสาขาของนิติบุคคลต่างประเทศ และต้องจ้างแรงงานไทยเป็นสัดส่วนตามที่กำหนด<br />
&bull;&nbsp; &nbsp; กำหนดให้มี &ldquo;คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน&rdquo; (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ) มีหน้าที่และอำนาจในการเสนอแนะนโยบาย กำหนดประเภทและขอบเขตของการอนุญาตในการประกอบธุรกิจ เป้าหมาย จัดทำแนวทางการส่งเสริมการประกอบธุรกิจเป้าหมาย รวมทั้งการให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติหรือเห็นชอบ (เดิมเป็นอำนาจของคณะกรรมการฯ) ตลอดจนเพิ่มเติมให้เสนอแนะคณะรัฐมนตรีในการตราพระราชกฤษฎีกา เพื่อกำหนดเขตพื้นที่ของสถานที่ประกอบธุรกิจเป้าหมาย นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังคงมีหน้าที่และอำนาจพิจารณาให้ความเห็นชอบการอนุญาตการต่ออายุ และการเพิกถอนการอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเป้าหมาย รวมทั้งติดตามและประเมินผลการดำเนินการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน<br />
&bull;&nbsp; &nbsp; ให้มีการจัดตั้ง &ldquo;สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน&rdquo; มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลและไม่เป็นส่วนราชการ เพื่อกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจเป้าหมายใน Financial Hub โดยคำนึงถึงเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจหรือระบบการเงินของประเทศ โดยเพิ่มเติมให้สำนักงานฯ ต้องให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจเป้าหมายแก่หน่วยงานหลักที่มีหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจทางการเงินของประเทศร้องขอ&nbsp;<br />
&bull;&nbsp; &nbsp; การอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเป้าหมาย กำหนดให้คณะกรรมการฯ มีอำนาจประกาศกำหนดประเภทและขอบเขตของการอนุญาตประกอบธุรกิจเป้าหมายโดยต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (เดิมกำหนดให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการฯ) และในกรณีที่การกำหนดประเภทและขอบเขตของการอนุญาตประกอบธุรกิจเป้าหมายดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูและของหน่วยงานกำกับดูแลอื่นให้คณะกรรมการฯ หารือร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องนั้นก่อนด้วย รวมทั้งกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจเป้าหมายที่ได้รับอนุญาตได้รับยกเว้นไม่นำกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจทางการเงินจำนวน 7 ฉบับ (กฎหมายหลัก) มาใช้บังคับแก่การประกอบธุรกิจเป้าหมาย (โดยนำหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัตินี้ เช่น หลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการจะกำหนดในเรื่องการกำกับดูแลฐานะทางการเงิน การจัดทำบัญชีเงินหรือทรัพย์สินของลูกค้าหรือผู้บริโภค การบริหารจัดการความเสี่ยง มาใช้บังคับในการกำกับดูแลแทน) เว้นแต่ผู้ประกอบธุรกิจเป้าหมายนั้นเป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจตามกฎหมายหลักดังกล่าว ผู้ประกอบธุรกิจเป้าหมายนั้นจะต้องอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายในการกำกับดูแลกลุ่มธุรกิจตามร่างพระราชบัญญัตินี้ด้วย&nbsp;<br />
&bull;&nbsp; &nbsp; กำหนดสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ แก่ผู้ประกอบธุรกิจเป้าหมายใน Financial Hub (หลักการตามร่างฯ เดิม) เช่น สิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุด โดยได้รับยกเว้นจากการจำกัดสิทธิของคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด สิทธิในการนำคนต่างด้าว (ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญใด ๆ ที่คณะกรรมการฯ กำหนด ผู้บริหารหรือผู้ชำนาญการ และคู่สมรสและบุคคลซึ่งอยู่ในอุปการะของบุคคลดังกล่าว) เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรได้ตามจำนวนและระยะเวลาที่สำนักงานฯ อนุญาต&nbsp;<br />
&bull;&nbsp; &nbsp; การกำกับดูแลการประกอบธุรกิจเป้าหมาย กำหนดให้คณะกรรมการฯ มีอำนาจออกประกาศหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อกำกับดูแลการประกอบธุรกิจเป้าหมายให้มีความมั่นคงและปลอดภัย เช่น การกำกับดูแลฐานะทางการเงินและผลการดำเนินการมาตรฐานในการประกอบธุรกิจเป้าหมาย การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล การคุ้มครองลูกค้าหรือผู้บริโภค หรือเรื่องอื่นใดเพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแล&nbsp;<br />
&bull;&nbsp; &nbsp; มาตรการปรับเป็นพินัยและโทษทางอาญา โดยตัดบทบัญญัติที่กำหนดให้เป็นความผิดและมีโทษทางอาญา ซึ่งมีองค์ประกอบความผิดเหมือนหรือคล้ายคลึงกับความผิดที่ได้กำหนดไว้แล้วในภาคความผิดของประมวลกฎหมายอาญา และกำหนดให้ใช้มาตรการปรับเป็นพินัยสำหรับกรณีที่เป็นการกระทำที่มิใช่ความผิดร้ายแรงหรือมิได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจหรือระบบการเงินของประเทศ และโทษทางอาญา สำหรับกรณีที่เป็นการกระทำความผิดที่ร้ายแรงหรืออาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจหรือระบบการเงินของประเทศ โดยในกรณีที่มีโทษปรับสถานเดียว กำหนดให้เป็นความผิดที่เปรียบเทียบได้<br />
&bull;&nbsp; &nbsp; กำหนดบทเฉพาะกาล โดยในวาระเริ่มแรก ให้รัฐบาลจัดสรรทุนประเดิมให้แก่สำนักงานฯ ตามความจำเป็นและให้คณะกรรมการฯ โดยตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อน โดยให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ และดำเนินการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน โดยให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งทำหน้าที่ผู้อำนวยการไปพลางก่อน โดยให้มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการและจัดตั้งสำนักงานฯ ให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน และให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นใดในส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐมาปฏิบัติงานเป็นพนักงานของสำนักงานฯ เป็นการชั่วคราวภายในระยะเวลาที่กำหนด (กระทรวงการคลังคาดว่าในระยะ 3 ปีแรก เป็นจำนวน 300 ล้านบาท และอัตรากำลังที่ใช้ในสำนักงานฯ จำนวน 50 อัตรา)<br />
แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงการคลัง เสนอ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค ดึงดูดผู้ประกอบธุรกิจ<br />
จากต่างประเทศผ่านกลไกในการส่งเสริม กำกับดูแล และการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มบทบาทของไทยในเวทีการเงินโลก<br />
2. นำเสนอรายละเอียดร่าง พ.ร.บ. Financial Hub ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้ตรวจพิจารณาเสร็จแล้ว ทั้งธุรกิจเป้าหมายใน Financial Hub ตั้งสำนักงานเพื่อให้บริการอนุญาตและกำกับแบบครบวงจร และการกำหนดสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจนักลงทุน&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/20250718d62ad772edd38ad7515990090a3421b0140630.jpg' type='image/jpg' length='213779' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. รับทราบข้อเสนอแนะแก้ปัญหาแม่น้ำกก แม่น้ำสายปนเปื้อน มอบ ทส. สรุปผลดำเนินการใน      30 วัน]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/406830</link>
<guid isPermaLink="false">f5e0453f4fc59ea841b85a7c55289370</guid>
<pubDate>Fri, 18 Jul 2025 14:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ครม. รับทราบข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน กรณีการปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายจากประเทศเมียนมา<br />
(15 ก.ค. 68) คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน จากปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน กรณีการปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายจากประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 247 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 26 (3) และมาตรา 42 ตามที่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอ โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงบประมาณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ คณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป<br />
สาระสำคัญของเรื่อง<br />
&nbsp; &nbsp;คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) รายงานว่าสถานการณ์การปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีสาเหตุหลักจากการทำเหมืองแร่ทองคำและแร่แรร์เอิร์ธของบริษัทเอกชน ที่ไม่ทราบสัญชาติ บริเวณต้นแม่น้ำกกและแม่น้ำสายในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา มีการสกัดแร่ด้วยสารเคมีอันตราย ทำให้มีดินและกากแร่ปนเปื้อนโลหะหนัก (สารหนู แคดเมี่ยม ปรอท) ลงสู่แม่น้ำสายหลัก และไหลเข้าสู่ประเทศไทย ส่งผลให้คุณภาพน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย เสื่อมโทรมลงอย่างมาก และการได้รับสารหนูสะสมในร่างกายอย่างต่อเนื่อง แม้ในปริมาณน้อยจะนำไปสู่ปัญหาร้ายแรงทางสุขภาพ&nbsp;<br />
เช่น การเกิดโรคผิวหนัง ความผิดปกติของระบบประสาทส่วนปลาย โรคหลอดเลือดส่วนปลายอุดตัน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ภาวะความจำเสื่อม ตลอดจนส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสติปัญญาในเด็กและเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดในสตรีมีครรภ์ ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนมลพิษในลุ่มน้ำกก (แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก) ป้องกันปัญหาขยายตัวสู่ลุ่มน้ำโขง ซึ่งจะส่งผลกระทบในวงกว้าง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงมีข้อเสนอแนะ<br />
เพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ดังนี้<br />
1. มาตรการภายในประเทศ เช่น&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; 1) ให้กรมควบคุมมลพิษ ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเพิ่มความถี่ของการเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในพื้นที่เสี่ยง และให้คำแนะนำในการปฏิบัติตนที่เหมาะสม<br />
&nbsp; &nbsp; 2) ให้กระทรวงสาธารณสุข (โดยกรมควบคุมโรค กรมอนามัย และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด) ตรวจสุขภาพและคัดกรองโรคที่อาจเกิดจากโลหะหนัก (โดยเฉพาะสารหนู) ให้แก่ประชากรกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; 3) ให้การประปาส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกระทรวงมหาดไทยเร่งจัดหาน้ำดื่มสะอาดสำรองสำหรับประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; 4) ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินผลกระทบเบื้องต้นต่อภาคเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว และกำหนดมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเฉพาะหน้าแก่ผู้ได้รับผลกระทบ<br />
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะให้สนับสนุนงบประมาณสำหรับการขจัดสารพิษและฟื้นฟูแหล่งน้ำที่ปนเปื้อน รวมถึงโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ และพืชพรรณริมตลิ่ง เพื่อเสริมสร้างความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และให้คณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือเป็นหน่วยประสานหลัก และเสนอให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติแต่งตั้งหรือปรับปรุงองค์ประกอบของอนุกรรมการทรัพยากรน้ำระดับจังหวัดเชียงรายและจังหวัดเชียงใหม่<br />
2. มาตรการระหว่างประเทศ เช่น&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; 1) ให้กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp; &nbsp;เร่งดำเนินการเจรจากับประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ เพื่อให้ยุติการประกอบกิจการเหมืองแร่ที่เป็นต้นเหตุของมลพิษโดยเร็วที่สุด โดยใช้กลไกความร่วมมือ ทั้งในทวิภาคีและระดับภูมิภาคที่มีอยู่<br />
&nbsp; &nbsp; 2) ให้กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันให้ประเทศในภูมิภาคกำหนดแนวทางความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนผ่านกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิผล รวมถึงให้ประเทศในภูมิภาคพัฒนากฎหมายภายในเพื่อรองรับการจัดการ ป้องกัน และเยียวยาผลกระทบจากปัญหามลพิษข้ามพรมแดน<br />
คณะรัฐมนตรีได้รับทราบข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน&nbsp;<br />
แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน จากปัญหา สิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน กรณีการปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายจากประเทศเมียนมา ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสนอ ซึ่งมีแนวทางทั้งมาตรการในประเทศและมาตรการระหว่างประเทศ เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและป้องกันปัญหาด้านสุขภาพให้กับประชาชน&nbsp;<br />
2. นำเสนอการมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหลักนำข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณาและดำเนินการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยการกำหนดระยะเวลาให้ส่งผลดำเนินการในภาพรวมภายใน 30 วัน เพื่อให้เกิดการเร่งรัดการแก้ปัญหาจากทุกหน่วยงาน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/202507189e30a74a1d85ae60cf4332b1729b4cf0140215.jpg' type='image/jpg' length='216217' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เริ่ม 1 ต.ค.นี้ ลดค่าครองชีพ ลด PM2.5]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/405955</link>
<guid isPermaLink="false">fca41ff0d852ad1214a778a1bc02cfda</guid>
<pubDate>Tue, 15 Jul 2025 16:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(8 ก.ค. 68) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสายตามนโยบายรัฐบาล (ระยะที่ 2) ดังนี้<br />
1. เห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ<br />
&nbsp; &nbsp;1.1 เห็นชอบการทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 การดำเนินมาตรการอัตราค่าโดยสารสูงสุด 20 บาท ตลอดสาย ตามนโยบายรัฐบาล สำหรับรถไฟฟ้าสายสีม่วงและรถไฟฟ้าสายสีแดง จากกรอบเวลาสิ้นสุดมาตรการวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ให้ทบทวนจากเดิมเป็นสิ้นสุดมาตรการถึงวันที่ 30 กันยายน 2568<br />
&nbsp; 1.2 เห็นชอบแนวทางการดำเนินมาตรการอัตราค่าโดยสารสูงสุด 20 บาท ตลอดสาย ตามนโยบายรัฐบาล (ระยะที่ 2) (มาตรการฯ ระยะที่ 2) ตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล เรื่อง การกำหนดโครงสร้างอัตราค่าโดยสารร่วมในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล เพื่อรองรับนโยบาย &ldquo;ค่าโดยสารราคาเดียว&rdquo; ตลอดสาย และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป ตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอ</p>

<p>1.3 มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;- สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) ดำเนินการปรับปรุงแอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; เพื่อให้รองรับการยืนยันตัวตน ลงทะเบียนบัตรโดยสาร และการเข้าถึงข้อมูลการใช้สิทธิของประชาชน และพัฒนาระบบบริหารจัดการรายได้กลาง (Central Clearing House : CCH)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;- กรุงเทพมหานคร พิจารณาดำเนินการมาตรการฯ ระยะที่ 2 ในส่วนโครงการรถไฟฟ้าภายใต้การกำกับของ กทม. ให้สอดคล้องตามแนวทางการดำเนินมาตรการฯ ระยะที่ 2 ที่กระทรวงคมนาคม เสนอ และเป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561<br />
&nbsp; &nbsp; - การรถไฟฟ้าขนส่งแห่งประเทศไทย (รฟม.) และ กรุงเทพมหานคร ในฐานะหน่วยงานกำกับสัญญาร่วมทุนโครงการรถไฟฟ้าในเขต กทม. และปริมณฑล เร่งรัดดำเนินการเจรจากับคู่สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า<br />
เพื่อปรับปรุงแก้ไขสัญญาสัมปทานหรือจัดทำบันทึกข้อตกลง ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อรองรับการดำเนินมาตรการฯ ระยะที่ 2 ให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด<br />
2. รับทราบการดำเนินมาตรการฯ ระยะที่ 2 สำหรับรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) สายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) สายนัคราพิพัฒน์ (สายสีเหลือง) และสายสีชมพู ของการรถไฟฟ้าขนส่งแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 30 กันยายน 2569<br />
3. อนุมัติหลักการการดำเนินมาตรการฯ ระยะที่ 2 สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงและโครงการรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (แอร์พอร์ตลิงก์) ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 30 กันยายน 2569<br />
4. ค่าใช้จ่ายและแหล่งเงินในการดำเนินการมาตรการ ให้ดำเนินการตามความเห็นของสำนักงบประมาณ (สงป.)<br />
5. ให้กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับความเห็นหน่วยงานไปพิจารณา และดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ มติ ครม. ที่เกี่ยวข้องต่อไป<br />
สาระสำคัญของเรื่อง<br />
1. รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567 ว่า รัฐบาลจะกำหนดโครงสร้างอัตราค่าโดยสารร่วมในเขต กทม. เพื่อรองรับนโยบาย &ldquo;ค่าโดยสารราคาเดียว&rdquo; ตลอดสาย เพื่อลดภาระค่าเดินทางของประชาชน ซึ่งในปัจจุบันกระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินการมาตรการค่าโดยสารสูงสุด 20 บาท ตลอดสาย สำหรับรถไฟฟ้าสายสีแดง ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และรถไฟฟ้าสายสีม่วง ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แล้ว ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดมาตรการในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ดังนั้นกระทรวงคมนาคม จึงได้เสนอมาตรการอัตราค่าโดยสารสูงสุด 20 บาท ตลอดสาย ตามนโยบายรัฐบาล (ระยะที่ 2) (มาตรการฯ ระยะที่ 2) เพื่อดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่องภายใต้นโยบายของรัฐบาล รวมถึงขยายผลการดำเนินมาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ตลอดสายตามนโยบายรัฐบาล ให้ครอบคลุมโครงข่ายรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล จำนวน 13 เส้นทาง (จากเดิม 3 เส้นทาง ได้แก่ สายสีแดงอ่อน สายสีแดงเข้ม และสายสีม่วง) ทั้งในส่วนรถไฟฟ้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของ รฟท. รฟม. และ กทม. โครงข่ายรถไฟฟ้าที่จะดำเนินการตามมาตรการฯ ระยะที่ 2 จำนวน 13 เส้นทาง ประกอบด้วย<br />
&bull;&nbsp; &nbsp; การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)&nbsp;<br />
สายสีแดงเข้ม : กรุงเทพอภิวัฒน์ - รังสิต<br />
สายสีแดงอ่อน : กรุงเทพอภิวัฒน์ - ตลิ่งชัน<br />
แอร์พอร์ตลิงก์ : พญาไท - สุวรรณภูมิ<br />
&bull;&nbsp; &nbsp; การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)<br />
สายสีน้ำเงิน : บางซื่อ - หัวลำโพง / หัวลำโพง - บางแค&nbsp;<br />
(หลักสอง) และ บางซื่อ - ท่าพระ<br />
สายสีม่วง : บางใหญ่ - เตาปูน<br />
สายสีเหลือง : ลาดพร้าว - สำโรง<br />
สายสีชมพู : แคราย - มีนบุรี<br />
&bull;&nbsp; &nbsp; กรุงเทพมหานคร<br />
สายสีเขียว (สุขุมวิท) : หมอชิต - สมุทรปราการ และ หมอชิต - สะพานใหม่ - คูคต<br />
สายสีเขียว (สีลม) : สนามกีฬาแห่งชาติ - บางหว้า<br />
สายสีทอง : กรุงธนบุรี - คลองสาน<br />
2. มาตรการฯ ระยะที่ 2 มีการกำหนดเงื่อนไขในการใช้บริการ ดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp; 2.1 กำหนดสิทธิเฉพาะผู้โดยสารที่มีเลขประจำตัวประชาชนของคนไทย 13 หลัก (นักท่องเที่ยวต่างชาติจะไม่ได้รับสิทธิ)<br />
&nbsp; &nbsp;2.2 เดินทางด้วยบัตรโดยสาร 2 ประเภท คือ (1) บัตร Europay Mastercard and Visa (EMV) Contactless Card (บัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต ที่ใช้เทคโนโลยีไร้การสัมผัสใช้แตะกับเครื่องอ่านที่รองรับในการชำระเงินได้) และ (2) บัตรเติมเงินประเภทบัตรผ่านระบบบัญชีบัตร (Account Based Ticketing system: ABT) เช่น บัตร Rabbit แบบ ABT (แบบเติมเงิน)<br />
&nbsp; &nbsp;2.3 ต้องลงทะเบียนบัตรโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp;2.4 กรณีเดินทางข้ามโครงข่ายผู้โดยสารต้องเดินทางเข้า - ออก บริเวณจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้า (Interchange) ที่กำหนดไว้เท่านั้น ทั้งนี้ หากผู้โดยสารดำเนินการไม่ครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้จะต้องชำระค่าโดยสารในราคาปกติ<br />
3. ในการดำเนินมาตรการฯ ระยะที่ 2 กระทรวงคมนาคม มีแนวทางในการดำเนินการโดยพัฒนาระบบของรถไฟฟ้าเพื่อรองรับการดำเนินมาตรการฯ ระยะที่ 2 เช่น การติดตั้งระบบบัตรโดยสาร EMV Contactless Card สำหรับรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ รวมถึงการพัฒนาระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (Central Clearing House : CCH) ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลและแจ้งยืนยันการเดินทางข้ามโครงข่ายของบัตรโดยสาร EMV Contactless Card และบัตรโดยสาร Rabbit ABT และการชดเชยรายได้ค่าโดยสารในโครงข่ายรถไฟฟ้าของ รฟท. รฟม. และ กทม.<br />
4. ผลประโยชน์และผลกระทบจากการดำเนินมาตรการฯ ระยะที่ 2<br />
&nbsp; &nbsp;4.1 กระทรวงการคลัง ได้ประมาณการผลตอบแทนที่จะได้รับจากการดำเนินมาตรการฯ ระยะที่ 2 ในปีงบประมาณ 2569 โดยประเมิน&nbsp;<br />
ในเชิงปริมาณและมูลค่าจากจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าที่ได้รับประโยชน์ใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีสมมติฐานในการประมาณการมูลค่าผลประโยชน์ในปีงบประมาณ 2569 รวมมูลค่า 21,812.46 ล้านบาท<br />
&nbsp;4.2 ผลกระทบในส่วนของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินมีปริมาณผู้โดยสารในระบบจำนวนมาก ทำให้อาจมีผลกระทบต่อความจุของระบบ กรณีมีการดำเนินมาตรการฯ ระยะที่ 2 ดังนั้น รฟม. จะดำเนินการหาแนวทางและปรับปรุงความจุของระบบเพื่อรองรับผู้โดยสารก่อนเริ่มดำเนินมาตรการต่อไป<br />
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสายนี้ จะครอบคลุมโครงข่ายเส้นทางรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จำนวน 13 เส้นทาง ระยะทางรวม 279.84 กิโลเมตร 194 สถานี สำหรับแนวทางการชดเชยรายได้ค่าโดยสารจากการดำเนินมาตรการ จะมาจากกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม หรือแหล่งเงินอื่นที่เหมาะสม ทั้งนี้ภายในช่วงเดือน สิงหาคม 2568 จะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์ค่าโดยสาร 20 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; และภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 จะเริ่มดำเนินมาตรการดังกล่าว หลังจากนั้น&nbsp; จะมีกระบวนการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง&nbsp;<br />
สำหรับมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย จะเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้บริการสาธารณะ ลดภาระ&nbsp; &nbsp; ค่าครองชีพแก่ประชาชน ช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงระบบบริการสาธารณะของรัฐ เพื่อเดินทางถึงปลายทางด้วยระบบรถไฟฟ้า ที่มีความปลอดภัย สะดวก ตรงเวลา และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในราคาค่าโดยสาร&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ที่เข้าถึงได้ตามนโยบายของรัฐบาล เกิดการใช้บริการในระบบขนส่งมวลชน รวมทั้งความคุ้มค่าจากผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางราง ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทาง ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุ ลดปริมาณรถยนต์บนท้องถนน ลดปัญหาการจราจรติดขัด ลดการใช้พลังงานน้ำมัน ลดปริมาณมลพิษจากการจราจร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดปัญหาฝุ่น PM2.5&nbsp;</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย ตามนโยบายรัฐบาล (ระยะที่ 2) ครอบคลุมโครงข่ายเส้นทางรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จำนวน 13 เส้นทาง เริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2568&nbsp;<br />
2. ประชาสัมพันธ์และเชิญชวนให้ประชาชนหันมาใช้บริการรถสาธารณะ และนำบัตรที่ใช้จ่ายค่าโดยสารลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; ในช่วงเดือนสิงหาคม 2568 เพื่อใช้บริการในวันที่ 1 ตุลาคม 2568<br />
3. นำเสนอประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด&nbsp; 20 บาทตลอดสาย ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน เพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงระบบบริการสาธารณะของรัฐ ลดปริมาณรถยนต์บนท้องถนน ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุ และลดปัญหาฝุ่น PM2.5</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/2025071526b0639fef9a6521f93e7bb8c7925386161735.jpg' type='image/jpg' length='265332' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบถอนร่าง พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex)]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/405953</link>
<guid isPermaLink="false">677e04320afe602a09a2525f40fce429</guid>
<pubDate>Tue, 15 Jul 2025 16:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(8 ก.ค. 68) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ถอนร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. &hellip; ออกจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ตามที่กระทรวงการคลัง เสนอ สืบเนื่องจากที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. &hellip; ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้มีการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร โดยกำหนดกลไกการดำเนินการผ่านระบบคณะกรรมการ 2 ระดับ คือคณะกรรมการนโยบายสถานบันเทิงครบวงจร และคณะกรรมการบริหารสำนักงานควบคุมการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร โดยมีสำนักงานควบคุมการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรเป็นหน่วยธุรการของคณะกรรมการดังกล่าว กำหนดหลักเกณฑ์การอนุญาต รวมทั้งกำหนดมาตรการควบคุมและกำกับดูแลการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรให้มีมาตรฐานและเหมาะสม<br />
&nbsp; &nbsp; โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (13 มกราคม 2568) อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามที่ กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน โดยให้นำความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 5 รวมทั้งรับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้ตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ ตามข้อ 22 เสร็จแล้ว และได้แก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียดต่าง ๆ ให้ชัดเจนขึ้นและแก้ไขเพิ่มเติมในสาระสำคัญ และคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (27 มีนาคม 2568) เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวของกระทรวงการคลัง ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป&nbsp;<br />
จากนั้นคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (1 เมษายน 2568) รับทราบการสรุปผลการประชุมคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (31 มีนาคม 2568) ซึ่งให้เสนอร่างพระราชบัญญัติ ต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อบรรจุในระเบียบวาระแล้ว<br />
ล่าสุด (8 กรกฎาคม 2568) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 27 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า กระทรวงการคลังได้เสนอขอถอนร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร นั้น เนื่องจากได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี&nbsp;<br />
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ประกอบกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว&nbsp;<br />
มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาคสังคม เห็นสมควรถอนร่างพระราชบัญญัติ<br />
ในเรื่องนี้ ออกจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น จึงเห็นควรนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ และหากไม่มีข้อทักท้วงหรือไม่มีความเห็น<br />
เป็นอย่างอื่นให้ถือเป็นมติคณะรัฐมนตรี โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ถอนร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามที่ กระทรวงการคลังเสนอตามเหตุผลดังกล่าวข้างต้น<br />
แนวทางการสื่อสาร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;นำเสนอมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ถอนร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. &hellip;ออกจากการพิจารณา<br />
ของสภาผู้แทนราษฎร ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรี และมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาคสังคม<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/2025071570e2e6161c46b069ebf704bbb5a1c4d6161359.jpg' type='image/jpg' length='155123' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท/วัน ใน 3 กลุ่ม พื้นที่ กทม. - กิจการโรงแรม-สถานบริการ เริ่ม 1 ก.ค. 68]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/403235</link>
<guid isPermaLink="false">58d565848c7c6a53aaf38d2ededdb07b</guid>
<pubDate>Thu, 03 Jul 2025 17:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(1 ก.ค. 68) คณะรัฐมนตรีรับทราบประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 14) ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2568 เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ<br />
สาระสำคัญของเรื่อง<br />
1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (2 เมษายน 2567) รับทราบประกาศ คณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำประเภทกิจการโรงแรม&nbsp;&nbsp;<br />
ลงวันที่ 27 มีนาคม 2567 เพื่อลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2567 เป็นต้นไป โดยใช้สำหรับนายจ้างและลูกจ้างที่ทำงานในสถานประกอบกิจการประเภทกิจการโรงแรม ระดับ 4 ดาวขึ้นไป และมีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ในพื้นที่ 10 จังหวัดนำร่อง (กรุงเทพมหานคร กระบี่ ชลบุรี เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ พังงา ภูเก็ต ระยอง สงขลา และสุราษฎร์ธานี) ในเขตพื้นที่ที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูง โดยให้ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่ม เป็นอัตราวันละ 400 บาท (ปรับเพิ่มอัตราวันละ 30-55 บาท เฉพาะบางเขตพื้นที่) ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติ (24 ธันวาคม 2567) รับทราบประกาศคณะกรรมการค่าจ้างเรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 13) ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2567 เพื่อลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มในอัตราวันละ 7 - 55 บาท เป็นอัตราวันละ 337 - 400 บาท โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป โดยอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2568 จำแนกเป็น 17 อัตรา สรุปได้ ดังนี้<br />
1.1 กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาท&nbsp; &nbsp; &nbsp;ใน 4 จังหวัด และ 1 อำเภอ ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี<br />
1.2 กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 380 บาท&nbsp; ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา<br />
1.3 กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นอัตราวันละ 372 บาท&nbsp;<br />
ในเขตท้องที่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ จังหวัดนครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการและสมุทรสาคร (เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5)<br />
&nbsp;1.4 กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 67 จังหวัดที่เหลือ&nbsp;<br />
โดยปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2<br />
&nbsp; &nbsp; 2. ในครั้งนี้คณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 22 (คณะกรรมการชุดปัจจุบัน) ได้พิจารณาทบทวนอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2568 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 โดยได้มีมติเห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3 กลุ่ม อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ เช่น (1) แรงงานมีขวัญและกำลังใจในการทำงาน มีรายได้เพิ่มขึ้น มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ส่งผลให้การทำงาน มีประสิทธิภาพมากขึ้น (2) ผู้ประกอบการสามารถลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจะจูงใจให้มีแรงงานเข้าสู่สถานประกอบกิจการมากขึ้น ดังนี้<br />
2.1 ให้ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในท้องที่กรุงเทพมหานคร&nbsp;<br />
(ทุกพื้นที่) เพิ่มในอัตราวันละ 28 บาท เป็นอัตราวันละ 400 บาท&nbsp; (เดิม 372 บาท)<br />
2.2 ให้ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในประเภทกิจการโรงแรม ตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม (ตามกฎกระทรวงกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566) เฉพาะโรงแรมประเภท 2 (โรงแรมที่มีห้องพัก 50 ห้องขึ้นไป หรือมีห้องพักและห้องอาหารหรือสถานที่ประกอบอาหาร) ประเภท 3 (โรงแรมที่มีห้องพัก ห้องอาหารหรือสถานที่ประกอบอาหาร สถานบริการ หรือห้องประชุมสัมมนา) และ ประเภท 4 (โรงแรมที่มีห้องพัก ห้องอาหารหรือสถานที่ประกอบอาหาร สถานบริการ และ ห้องประชุมสัมมนา) ทั่วประเทศ เป็นอัตราวันละ 400 บาท<br />
2.3 ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในประเภทกิจการสถานบริการ ตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการทั่วประเทศ เป็นอัตราวันละ 400 บาท (กิจการสถานบริการ หมายถึง สถานบริการตามพระราชบัญญัติสถานบริการ ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2546 เช่น สถานที่ที่มีอาหาร สุรา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายหรือให้บริการโดยมีรูปแบบอย่างใดอย่างหนึ่ง (เช่น จัดให้มีการแสดงดนตรีและการแสดงเพื่อการบันเทิงซึ่งปิดทำการหลังเวลา 24.00 น.)<br />
ทั้งนี้ คณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 22 ได้เห็นชอบให้ประกาศใช้บังคับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป โดยอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในท้องที่อำเภอและจังหวัดอื่น ๆ ยังเป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเดิมตามประกาศ คณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 13) ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2567<br />
&nbsp; &nbsp; 3. คณะกรรมการค่าจ้างจึงได้ออกประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 14) ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2568&nbsp; โดยกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป และให้ยกเลิก (1) ประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ประเภทกิจการโรงแรม ลงวันที่ 27 มีนาคม 2567 และ (2) ประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 13) ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2567 กระทรวงแรงงาน ปรับค่าแรงขั้นต่ำให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในปัจจุบัน - ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน<br />
(1 ก.ค. 68) นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ใน 3 กลุ่ม ได้แก่<br />
1. กรุงเทพมหานคร ทุกประเภทกิจการ&nbsp;<br />
2. ในประเภทกิจการโรงแรมตามกฎหมาย (โรงแรมประเภท 2, 3, 4) ทั่วประเทศ โดยยกเว้นโรงแรมประเภทที่ 1 เนื่องจากเป็นโรงแรมที่ให้บริการเฉพาะห้องพักและมีห้องพักไม่เกิน 50 ห้อง&nbsp;<br />
3. ประเภทกิจการสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการทั่วประเทศ ที่มีอาหาร สุรา หรือเครื่องดื่มจำหน่าย เช่น ไนต์คลับ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผับ บาร์ อาบอบนวด คาราโอเกะ เป็นต้น<br />
การปรับขึ้นค่าแรงครั้งนี้ เป็นผลจากการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง บนหลักความเสมอภาคและรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่าย เพื่อให้การประกอบธุรกิจเดินหน้าต่อได้ พร้อมกับให้แรงงานมีรายได้ที่เพียงพอและเหมาะสม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานทั่วไปให้สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน ควบคู่กับการรักษาสมดุลในการประกอบธุรกิจของนายจ้าง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน<br />
รายละเอียดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ 1 กรกฎาคม 2568 ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&bull; 400 บาท: กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง สุราษฎร์ธานี (อ.เกาะสมุย) โรงแรมประเภท 2, 3, 4 ทั่วประเทศ และสถานบริการทั่วประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&bull; 380 บาท: อ.เมืองเชียงใหม่ อ.เมืองสงขลา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&bull; 372 บาท: นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&bull; 359 บาท: นครราชสีมา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&bull; 358 บาท: สมุทรสงคราม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&bull; 357 บาท: ขอนแก่น เชียงใหม่ (ยกเว้น อ.เมืองเชียงใหม่) ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&bull; 356 บาท: ลพบุรี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&bull; 355 บาท: นครนายก สุพรรณบุรี หนองคาย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&bull; 354 บาท: กระบี่ ตราด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&bull; 352 บาท: กาญจนบุรี จันทบุรี เชียงราย ตาก นครพนม บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ พังงา พิษณุโลก มุกดาหาร สกลนคร สงขลา (ยกเว้น อ.เมืองหาดใหญ่) สระแก้ว สุราษฎร์ธานี (ยกเว้น อ.เกาะสมุย) อุบลราชธานี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&bull; 351 บาท: ชุมพร เพชรบุรี สุรินทร์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&bull; 350 บาท: นครสวรรค์ ยโสธร ลำพูน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&bull; 349 บาท: กาฬสินธุ์ นครศรีธรรมราช บึงกาฬ เพชรบูรณ์&nbsp; ร้อยเอ็ด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&bull; 348 บาท: ชัยนาท ชัยภูมิ พัทลุง สิงห์บุรี อ่างทอง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&bull; 347 บาท: กำแพงเพชร พิจิตร มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน ระนอง ราชบุรี ลำปาง เลย ศรีสะเกษ สตูล สุโขทัย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุตรดิตถ์ อุทัยธานี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&bull; 345 บาท: ตรัง น่าน พะเยา แพร่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;&bull; 337 บาท: นราธิวาส ปัตตานี ยะลา<br />
นายบุญสงค์ ย้ำว่า &ldquo;การปรับค่าแรงครั้งนี้ เป็นการดำเนินการบนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อแรงงานไทยทุกคน และพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง&rdquo;<br />
แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ใน 3 กลุ่ม ได้แก่ กรุงเทพมหานครทุกพื้นที่ กิจการโรงแรม ประเภท 2, 3 และ 4 และสถานบริการ ทั่วประเทศ เป็นอัตราวันละ 400 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อให้แรงงานมีกำลังใจในการทำงาน มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น&nbsp;<br />
2. นำเสนอความร่วมมือระหว่างภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง ในการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เพื่อให้การประกอบธุรกิจเดินหน้าต่อได้ แรงงานมีรายได้ที่เพียงพอ สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และจูงใจให้มีแรงงานเข้าสู่สถานประกอบกิจการมากขึ้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/2025070340fa8182d028494f94aa1bf5ece0f2e0175228.jpg' type='image/jpg' length='212729' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. ขยายโครงการ “คุณสู้ เราช่วย”  ระยะที่ 2 เพิ่มเติมให้ครอบคลุมคุณสมบัติกลุ่มลูกหนี้มากขึ้น ]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/403234</link>
<guid isPermaLink="false">1352950f9426d9b0f403c156cb1f71dd</guid>
<pubDate>Thu, 03 Jul 2025 17:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม โครงการ &ldquo;คุณสู้ เราช่วย&rdquo; ระยะที่ 2 และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยเพิ่มเติมของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ<br />
(1 ก.ค. 68) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ<br />
1. เห็นชอบแนวทางการดำเนินโครงการ &ldquo;คุณสู้ เราช่วย&rdquo; ระยะที่ 2&nbsp;<br />
ของธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร&nbsp;&nbsp;<br />
(ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) โดยใช้กรอบวงเงินงบประมาณตามที่ได้รับการจัดสรรเพื่อดำเนินโครงการ &ldquo;คุณสู้ เราช่วย&rdquo; ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 และได้มีการปรับปรุงกรอบวงเงินงบประมาณของแต่ละสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (Specialized Financial Institutions: SFIs) ให้สอดคล้องกับจำนวนผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการและภาระที่คาดว่าจะเกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้ มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ทั้ง 6 แห่ง ทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ (สงป.) เพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณเป็นรายปีตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงสภาพคล่องของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) แต่ละแห่งต่อไป<br />
2. เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบ&nbsp;<br />
จาก COVID-19 ตามมาตรการสินเชื่อสู้ภัย COVID-19 และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป<br />
3. รับทราบมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้โครงการสินเชื่อตามนโยบายรัฐบาล และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปรวมทั้งรับทราบเป้าหมายลูกหนี้ที่จะได้รับการช่วยเหลือลดภาระหนี้ผ่านมาตรการของกระทรวงการคลัง&nbsp;</p>

<p><br />
เรื่องเดิม<br />
1. โครงการ &ldquo;คุณสู้ เราช่วย&rdquo; คณะรัฐมนตรีมีมติ (11 ธันวาคม 2567) เห็นชอบการดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises:SMEs) (โครงการ&nbsp;<br />
&ldquo;คุณสู้ เราช่วย&rdquo;) ของธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธอส. ธอท. ธสน.&nbsp;<br />
และ ธพว. พร้อมอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี จำนวนรวมทั้งสิ้น 38,920 ล้านบาท เพื่อชดเชยการสูญเสียรายได้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ทั้ง 6 แห่ง ตามโครงการ &ldquo;คุณสู้ เราช่วย&rdquo; และรับทราบการปรับลดอัตราเงินนำส่งจากสถาบันการเงินเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF Fee) เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ดำเนินมาตรการฯ รวมทั้งมีมติในส่วนอื่น ๆ<br />
2. มาตรการสินเชื่อสู้ภัย COVID-19 คณะรัฐมนตรีมีมติ (5 พฤษภาคม 2564) เห็นชอบมาตรการสินเชื่อสู้ภัย COVID-19 อนุมัติงบประมาณวงเงินรวม 10,000 ล้านบาท จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อดำเนินมาตรการดังกล่าว มีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้<br />
หัวข้อ&nbsp; &nbsp; สาระสำคัญ<br />
วัตถุประสงค์&nbsp; &nbsp; เพื่อเพิ่มสภาพคล่องชั่วคราวในการดำรงชีวิตให้แก่ประชาชนและบรรเทาความเดือดร้อนสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจาก COVID-19<br />
แนวทางการดำเนินการ&nbsp; &nbsp; ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อวงเงินรวม 20,000 ล้านบาท (แห่งละ 10,000 ล้านบาท) ให้แก่ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้มีรายได้ประจำ<br />
(ยื่นคำขอสินเชื่อ ผ่านธนาคารออมสิน) และเกษตรกรรายย่อยหรือลูกจ้างภาคการเกษตร (ยื่นคำขอสินเชื่อ ผ่าน ธ.ก.ส.) วงเงินสินเชื่อไม่เกินรายละ 10,000 บาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) ไม่เกิน ร้อยละ 0.35 ต่อเดือน ระยะเวลากู้ไม่เกิน 3 ปี (ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6 งวดแรก)<br />
ระยะเวลาการยื่นขอสินเชื่อ&nbsp; &nbsp; ตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติ (4 มกราคม 2565) ขยายระยะเวลาออกไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2565<br />
งบประมาณ&nbsp; &nbsp; รัฐบาลชดเชยความเสียหายที่เกิดจากหนี้ NPLs&nbsp; รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 10,000 ล้านบาท (แห่งละไม่เกิน 5,000 ล้านบาท)<br />
&nbsp;<br />
แนวทางการดำเนินโครงการ &ldquo;คุณสู้ เราช่วย&rdquo; ระยะที่ 2&nbsp;<br />
ภายใต้เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง จากทั้งปัญหาเชิงโครงสร้าง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ที่ส่งผลให้ความสามารถทางการแข่งขันลดลง และความท้าทายจากนโยบายการค้าโลกที่มีความไม่ชัดเจน และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะที่ลูกหนี้กลุ่มเปราะบางจำนวนมากยังคงเผชิญกับปัญหาในการชำระหนี้ส่งผลให้คุณภาพสินเชื่อยังมีแนวโน้มปรับด้อยลง โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs และรายย่อย ดังนั้น กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้มีการหารือร่วมกันเพื่อพิจารณาขยายคุณสมบัติโครงการ &ldquo;คุณสู้ เราช่วย&rdquo; ภายใต้ โครงการ &ldquo;คุณสู้ เราช่วย&rdquo; ระยะที่ 2 ซึ่งมีหลักการสำคัญเช่นเดียวกับการดำเนินโครงการคุณสู้ เราช่วย ในระยะแรก คือ (1) ทุกภาคส่วน<br />
มีส่วนร่วมในการแก้หนี้ (2) มาตรการเฉพาะกลุ่มที่เน้นช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่มีโอกาสรอดให้สามารถฟื้นตัวกลับมาชำระหนี้ได้&nbsp;<br />
หรือกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้และ (3) เป็นมาตรการชั่วคราว ที่มีแนวทางป้องกันมิให้ลูกหนี้เสียวินัยในการชำระหนี้ (Moral Hazard)&nbsp; โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้<br />
1. มาตรการจ่ายตรง คงทรัพย์ ขยายคุณสมบัติลูกหนี้ให้ครอบคลุมลูกหนี้ที่มีสถานะดังต่อไปนี้ โดยยังคงใช้ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 (Cut-off Date)<br />
มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567&nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ในครั้งนี้</p>

<p>(1) หนี้ที่มีการค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่า 30 วัน จนถึง 365 วัน นับแต่วันถึงกำหนดชำระ หรือ<br />
(2) หนี้ที่ไม่มีการค้างชำระหรือค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันถึงกำหนดชำระ ที่เคยมีประวัติการค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่า 30 วัน และได้รับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามมาตรการแก้หนี้<br />
อย่างยั่งยืน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 รวมถึงภายใต้หลักเกณฑ์การ<br />
ให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending)&nbsp;<br />
ในปี 2567<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
(3) หนี้ที่ไม่มีการค้างชำระหรือค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันไม่เกินกว่า 30 วัน นับแต่วันถึงกำหนดชำระ<br />
ที่เคยมีประวัติการค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันไม่เกินกว่า 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 และได้รับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามมาตรการแก้หนี้อย่างยั่งยืน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 รวมถึงภายใต้หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ในปี 2567</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
(4) หนี้ที่มีการค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่า 365 วันเป็นต้นไป นับแต่วันถึงกำหนดชำระ</p>

<p><br />
ทั้งนี้ ประเภทสินเชื่อและวงเงินสินเชื่อ สถาบันการเงินที่เข้าร่วมมาตรการ และรูปแบบการให้ความช่วยเหลือและเงื่อนไขของมาตรการ เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567&nbsp;</p>

<p><br />
2. มาตรการจ่าย ปิด จบ ขยายคุณสมบัติลูกหนี้และประเภทสินเชื่อ ดังนี้</p>

<p>มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 11 ธันวาคม 2567&nbsp;<br />
&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ข้อเสนอของกระทรวงการคลัง&nbsp;<br />
ในครั้งนี้</p>

<p><br />
ลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่ถูกจัดชั้นเป็น NPLs และมีภาระหนี้คงค้างไม่เกิน 5,000 บาท โดยครอบคลุมสินเชื่อทุกประเภทที่กู้ในนามบุคคลธรรมดา โดยใช้ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 (Cut-off Date)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;(1) ลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่ค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่า 90 วัน นับแต่วันถึงกำหนดชำระ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567<br />
(2) ลูกหนี้ต้องมีภาระหนี้คงค้าง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ณ วันที่ 31 ตุลาคม2567 ไม่เกินเพดานที่กำหนดของแต่ละประเภทสินเชื่อ ดังนี้<br />
&nbsp; (2.1) กรณีสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Loan) กำหนดภาระหนี้คงค้าง&nbsp; &nbsp;ไม่เกิน 10,000 บาทต่อบัญชี<br />
&nbsp; (2.2) กรณีสินเชื่อที่มีหลักประกัน (Secured Loan) กำหนดภาระหนี้คงค้างไม่เกิน 30,000 บาท&nbsp;<br />
ต่อบัญชี และมีวงเงินสินเชื่อต่อบัญชีตามที่กำหนดโดยลูกหนี้แต่ละรายสามารถเข้าร่วมมาตรการได้มากกว่า 1 บัญชี<br />
ทั้งนี้ สถาบันการเงินที่เข้าร่วมมาตรการ รูปแบบการให้ความช่วยเหลือและเงื่อนไขของมาตรการ เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567</p>

<p>เพิ่มเติมมาตรการปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มเติมสำหรับหนี้ NPLS ที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Loan) (มาตรการจ่าย ตัด ต้น)&nbsp;<br />
(เป็นมาตรการใหม่ที่เสนอมาในครั้งนี้)<br />
หัวข้อ&nbsp; &nbsp; สาระสำคัญ<br />
วัตถุประสงค์&nbsp; &nbsp; เพื่อให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ลูกหนี้สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Loan) ที่มียอดหนี้ไม่สูงและเป็น NPLs เพื่อให้ลูกหนี้สามารถปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น<br />
สถาบันการเงินที่เข้าร่วมมาตรการ&nbsp; &nbsp; (1) ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งรวมถึงบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจ<br />
(2) สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธอส. ธอท. ธสน. และ ธพว.<br />
คุณสมบัติลูกหนี้<br />
และประเภทสินเชื่อ&nbsp; &nbsp; เป็นหนี้ที่ค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่า 90 วัน นับแต่วันถึงกำหนดชำระ และเป็นสินเชื่อ Unsecured Loan ที่มียอดหนี้คงค้างไม่เกิน 50,000 บาทต่อบัญชี ทั้งนี้ ประเภทสินเชื่อไม่รวมถึงประเภทลูกหนี้ตามมาตรการ จ่ายตรง คงทรัพย์ โดยต้องเป็นสัญญาสินเชื่อที่ทำขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 และสถานะลูกหนี้ข้างต้นใช้ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 (Cut-off Date)<br />
รูปแบบการให้ความช่วยเหลือและเงื่อนไข<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;(1) ปรับโครงสร้างหนี้ให้มีเงื่อนไขเป็นการผ่อนชำระคืนเป็นงวด (Term Loan)และกำหนดอัตราผ่อนชำระค่างวดต่อเดือนขั้นต่ำที่ร้อยละ 2 ของยอดเงินต้นคงค้างสินเชื่อ ก่อนเข้าร่วมมาตรการ เป็นระยะเวลา 3 ปี&nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยค่างวดที่ลูกหนี้ชำระจะนำไปชำระ ต้นเงินทั้งจำนวน สำหรับดอกเบี้ยจะพักการชำระไว้ทั้งหมดในช่วงระยะเวลา 3 ปี<br />
(2) ลูกหนี้ที่อยู่ในมาตรการจะไม่สามารถก่อหนี้อุปโภคบริโภคใหม่ใน 12 เดือนแรก<br />
(3) หากลูกหนี้สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ตลอดระยะเวลา 3 ปี สถาบันการเงินจะยกเว้นดอกเบี้ยที่พักไว้ให้ลูกหนี้ โดยสถาบันการเงินจะขอชดเชยดอกเบี้ยจากแหล่งเงินทุนภาครัฐร้อยละ 50 ของดอกเบี้ยที่ยกเว้นให้ลูกหนี้ และสถาบันการเงินจะรับภาระร้อยละ 50<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;แหล่งเงินจากภาครัฐในการดำเนินโครงการคุณสู้ เราช่วย ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567&nbsp;<br />
มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยเพิ่มเติมของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) กระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ดำเนินมาตรการเพื่อช่วยเหลือลดภาระให้แก่ลูกหนี้รายย่อยของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ซึ่งมีความเปราะบางมากกว่าลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ โดยมีรายละเอียด ดังนี้<br />
การดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ตามมาตรการสินเชื่อสู้ภัย COVID-19</p>

<p>ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา<br />
ลูกหนี้ตามมาตรการสินเชื่อสู้ภัย COVID-19 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ที่ยังไม่มีความพร้อมในการชำระหนี้คืน ดังนี้<br />
สถาบันการเงิน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บัญชี&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภาระหนี้คงเหลือ<br />
ธนาคารออมสิน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 291,132 บัญชี&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2,732 ล้านบาท<br />
ธ.ก.ส.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 13,146 บัญชี&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 70 ล้านบาท<br />
รวม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;304,278 บัญชี&nbsp; &nbsp; &nbsp;2,802 ล้านบาท</p>

<p>โดยบางส่วนเป็นลูกหนี้ที่เคยมีประวัติการชำระหนี้ที่ดีมาตลอด แต่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ส่งผลให้ขาดสภาพคล่องจนไม่สามารถชำระคืนหนี้ได้ และลูกหนี้บางส่วนที่เป็นหนี้ครั้งแรกเพราะต้องการเงินทุนไปหมุนเวียนในช่วงสถานการณ์ COVID-19 แต่ไม่สามารถชำระคืนหนี้ได้ จนกลายเป็น NPLs ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลือจะส่งผลให้ลูกหนี้มีประวัติเป็นหนี้เสียในข้อมูลของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (National Credit Bureau: NCB) และทำให้สูญเสียโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินในอนาคต</p>

<p>แนวทางการช่วยเหลือ<br />
มติคณะรัฐมนตรี 5 พฤษภาคม 2564&nbsp; &nbsp; ข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ในครั้งนี้<br />
รัฐบาลชดเชยความเสียหายที่เกิดจากหนี้ NPLs<br />
รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 10,000 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;ให้ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. ดำเนินการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ตามสมควรแก่กรณี โดยที่ยังไม่ดำเนินการตัดหนี้สูญออกจากบัญชี พร้อมทั้งให้ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส.&nbsp;</p>

<p>นำงบประมาณที่ได้รับชดเชยความเสียหายจาก NPLs ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 มาให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้เพื่อไม่ให้เป็น NPLs หรือหมดสิ้นภาระหนี้ที่เกิดจากมาตรการดังกล่าวต่อไป</p>

<p>มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้โครงการสินเชื่อตามนโยบายรัฐบาล<br />
แนวทางการช่วยเหลือ<br />
(1) ธนาคารออมสินดำเนินการช่วยเหลือลูกหนี้โครงการสินเชื่อตามนโยบายรัฐบาลอื่น ๆ ที่ได้รับการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจาก NPLs ที่มีภาระหนี้คงเหลือไม่เกิน 40,000 บาท ซึ่งมีจำนวนประมาณ 226,382 บัญชี ภาระหนี้ประมาณ 6,605 ล้านบาท โดยธนาคารออมสินจะติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ที่มากกว่าเกณฑ์ปกติของธนาคาร และจะดำเนินการปิดบัญชีเนื่องจากลูกหนี้ไม่นำเงินมาชำระและตัดเป็นหนี้สูญทั้งหมด โดยไม่ติดใจทวงถามอีกต่อไป ซึ่งจะช่วยให้ลูกหนี้หมดภาระหนี้ หลุดพ้นจากประวัติหนี้เสียและมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบ<br />
ได้เร็วขึ้น<br />
(2) เพื่อให้ความช่วยเหลือครอบคลุมถึงลูกหนี้กลุ่มเกษตรกรและลูกหนี้กลุ่มเปราะบางมากขึ้น เห็นควรให้ธ.ก.ส. พิจารณามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้ของลูกหนี้ให้หมดภาระหนี้ได้เร็วขึ้นและหลุดพ้นจากประวัติหนี้เสียโดยเร็ว</p>

<p>เป้าหมายลูกหนี้ที่จะได้รับการช่วยเหลือลดภาระหนี้ ผ่านมาตรการของกระทรวงการคลัง<br />
กระทรวงการคลัง ได้มีมาตรการเพื่อช่วยเหลือลดภาระหนี้ให้กับลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะช่วยเหลือลดภาระลูกหนี้ได้สูงสุด 6.1 ล้านบัญชี คิดเป็นภาระหนี้ทั้งสิ้นจำนวน 1.2 ล้านล้านบาท มีผลการดำเนินมาตรการและเป้าหมาย ดังนี้<br />
ผลการดำเนินมาตรการ<br />
มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ตามโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ธนาคารออมสินช่วยเหลือลูกหนี้ NPLs ตามโครงการฯ เพื่อไม่ให้เป็น NPLs หรือหมดภาระหนี้แล้วจำนวน835,242 บัญชี ภาระหนี้ 5,854 ล้านบาท และ ธ.ก.ส. ช่วยเหลือลูกหนี้แล้วจำนวน 256,921 บัญชี<br />
ภาระหนี้ 1,763 ล้านบาท<br />
การจัดตั้งบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (ARI-AMC)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นการร่วมทุนระหว่างธนาคารออมสินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (BAM) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือลูกหนี้ที่เป็น NPLs ให้เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ หรือไกล่เกลี่ยหนี้ โดย ARI-AMC รับโอนหนี้จากธนาคารออมสิน ครั้งที่ 1 แล้ว เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 จำนวน 133,687 บัญชี ต้นเงินจำนวน 10,712 ล้านบาท และคาดว่าจะรับโอนลูกหนี้ครั้งถัดไปภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ในเบื้องต้นจำนวน 261,872 บัญชี ต้นเงิน จำนวน 13,168 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;(1) เดิมกระทรวงการคลัง คาดว่าลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติที่ได้รับการช่วยเหลือผ่านโครงการ &ldquo;คุณสู้ เราช่วย&rdquo; มีจำนวน 1.9 ล้านราย&nbsp;<br />
หรือ 2.1 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดสินเชื่อคงค้างประมาณ 890,000&nbsp;<br />
ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;(2) จากการสำรวจข้อมูลผลการคัดกรองคุณสมบัติจากสถาบันการเงิน ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 พบว่าลูกหนี้ที่ลงทะเบียนและ&nbsp; &nbsp;มีคุณสมบัติเข้าข่ายร่วมโครงการได้ จำนวน 0.59 ล้านราย (คิดเป็น<br />
ร้อยละ 30 ของลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 1.9 ล้านราย)&nbsp;<br />
เป็นยอดหนี้ 430,000 ล้านบาท (คิดเป็น ร้อยละ 49 ของยอดหนี้<br />
ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 890,000 ล้านบาท)</p>

<p><br />
เป้าหมายมาตรการ<br />
โครงการ &ldquo;คุณสู้ เราช่วย&rdquo; ระยะที่ 2&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;(1) คาดว่ามีลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติที่ได้รับการช่วยเหลือเพิ่มเติมจำนวน 1.8 ล้านราย หรือ 2.0 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดสินเชื่อคงค้างประมาณ 310,000 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;(2) เมื่อรวมความช่วยเหลือทั้งในโครงการ &ldquo;คุณสู้ เราช่วย&rdquo; ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 แล้ว จะสามารถช่วยเหลือลูกหนี้ได้จำนวน 3.7 ล้านราย หรือ 4.1 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดสินเชื่อคงค้างประมาณ 1.2 ล้านล้านบาทหรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของจำนวนบัญชีสินเชื่อบ้าน สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์/รถจักรยานยนต์และสินเชื่อธุรกิจทั้งหมด<br />
มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ตามมาตรการสินเชื่อสู้ภัย COVID-19&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;คาดว่ามีลูกหนี้ของธนาคารออมสินที่มีคุณสมบัติที่ได้รับการช่วยเหลือ จำนวน 291,132 บัญชี ภาระหนี้คงเหลือ 2,732 ล้านบาท และมีลูกหนี้ของ ธ.ก.ส. ที่มีคุณสมบัติที่ได้รับการช่วยเหลือ จำนวน 13,146 บัญชี ภาระหนี้ คงเหลือ 70 ล้านบาท<br />
มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้โครงการสินชื่อตามนโยบายรัฐบาล&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;คาดว่ามีลูกหนี้ของธนาคารออมสินที่มีคุณสมบัติที่ได้รับการช่วยเหลือจำนวนประมาณ 220,000 บัญชี ภาระหนี้ประมาณ 6,600 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กระทรวงการคลัง ได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอพร้อมกับการขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 27 และมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ด้วยแล้ว<br />
แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอมติ ครม.ในการขยายคุณสมบัติลูกหนี้ของโครงการ &ldquo;คุณสู้&nbsp; เราช่วย&rdquo; ระยะที่ 2 ในมาตรการจ่ายตรง คงทรัพย์ และมาตรการจ่าย&nbsp; ปิด จบ โดยเพิ่มมาตรการปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มเติมสำหรับหนี้ NPLs&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ที่ไม่มีหลักประกัน หรือ มาตรการจ่าย ตัด ต้น เพื่อให้ความช่วยเหลือครอบคลุมกลุ่มลูกหนี้มากขึ้น ให้มีโอกาสฟื้นตัวกลับมาชำระหนี้ได้ และสามารถหลุดพ้นจากหนี้เสีย</p>

<p>2. นำเสนอ ครม.อนุมัติโครงการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้โครงการสินเชื่อตามนโยบายรัฐบาลอื่น ๆ ที่ได้รับการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจาก NPLs ที่มีภาระหนี้คงเหลือไม่เกิน 40,000 บาท เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้ของลูกหนี้ให้หมดภาระหนี้ได้เร็วขึ้นและหลุดพ้นจากประวัติหนี้เสีย&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/202507037e77b75478202dd906efbd4d59adc9c4174932.jpg' type='image/jpg' length='369267' />
</item>
</channel>
</rss>
