<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวฝาก]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/index/id/38</link>
<atom:link href="https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/index/id/38" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[เที่ยวงานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาทั่วไทย ร่วมสืบสานศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่งดงาม]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/525973</link>
<guid isPermaLink="false">f926c06c2c260ad92eb0a800d8509466</guid>
<pubDate>Sun, 26 Jul 2026 08:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่สะท้อนถึงจุดกำเนิดและการสืบทอดพระพุทธศาสนา โดยวันอาสาฬหบูชาเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี ทำให้พระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมและอุปสมบทเป็นพระภิกษุรูปแรก ส่งผลให้พระรัตนตรัยครบองค์เป็นครั้งแรก และถือเป็นจุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์ โดยมี อริยสัจ 4 เป็นหัวใจสำคัญของหลักธรรมที่ชี้ทางพ้นทุกข์ ส่วนวันเข้าพรรษาเป็นวันที่พระสงฆ์อธิษฐานจำพรรษาอยู่ประจำ ณ ที่ใดที่หนึ่งตลอดฤดูฝน เป็นเวลา 3 เดือน ชาวบ้านจึงถือโอกาสนี้เข้าวัดทำบุญถวายเครื่องไทยทานที่จำเป็นแก่พระสงฆ์ รวมทั้งรักษาศีล ฟังธรรม และเจริญภาวนา ปัจจุบันการบำเพ็ญกุศลเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ยังมีประเพณีสำคัญที่คงถือปฏิบัติสืบต่อมา คือ &ldquo;ประเพณีแห่เทียนพรรษา&rdquo; ประเพณีนี้เกิดขึ้นจากความจำเป็นที่สมัยก่อนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ดังเช่นปัจจุบัน เมื่อพระสงฆ์จำพรรษาต้องปฏิบัติกิจวัตร เช่น การทำวัตรสวดมนต์เช้า &ndash; เย็น การศึกษาพระปริยัติธรรม จำเป็นต้องใช้แสงสว่าง ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนิกชนจึงนิยมหล่อเทียนต้นใหญ่ตั้งขบวนแห่ไปถวายพระอาราม เรียกว่า &ldquo;เทียนจำนำพรรษา&rdquo; มีความเชื่อว่าอานิสงส์การถวายเทียนจำนำพรรษาจะทำให้เป็นผู้มีสติปัญญาดี สว่างไสวดั่งแสงเทียน งานประเพณีแห่เทียนพรรษาจึงเป็นงานประเพณีที่สะท้อนความผูกพันและ ความสามัคคีของชุมชนท้องถิ่น ตั้งแต่การที่ชาวบ้านร่วมบริจาคเทียนเอามาหลอม หล่อเป็นเทียนเล่มใหญ่เล่มเดียวกัน การแกะสลักลวดลายลงบนต้นเทียน และการฟ้อนรำซึ่งดัดแปลงมาจากการประกอบอาชีพในวิถีชีวิตประจำวัน ที่ทำให้คนวัยรุ่น หนุ่มสาว ได้มีโอกาสและสัมผัสกับศิลปวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิดและสืบสานประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ดีงาม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน และนักท่องเที่ยว เข้าร่วมงานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา ประจำปี 2569 ร่วมชื่นชมขบวนแห่เทียนอันวิจิตรงดงาม เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา โดยจังหวัดที่จัดงานแห่เทียนเข้าพรรษาในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี นครราชสีมา บุรีรัมย์ ขอนแก่น หนองคาย กาฬสินธุ์ สุรินทร์ ลำพูน แม่ฮ่องสอน สุโขทัย สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา และราชบุรี&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260726d989032cead040d22eb460e4c30c34ae081632.jpg' type='image/jpg' length='1605250' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“คลัง” เตรียมเสนอ ครม. 27 ก.ค. 69 ปรับปรุงเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ - ขยายเวลาทบทวนสิทธิ  ภาครัฐเร่งอำนวยความสะดวก ลดภาระประชาชน ]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/525815</link>
<guid isPermaLink="false">62d1407ce989425b29bbb407f5626c5c</guid>
<pubDate>Sat, 25 Jul 2026 07:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;กระทรวงการคลัง ได้ประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 พบว่ามีผู้ผ่านเกณฑ์ 9.51 ล้านราย จากผู้ลงทะเบียนเข้าระบบคัดกรองทั้งหมด 18.82 ล้านราย ซึ่งมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ฯ จำนวน 9,314,253 ราย ภายหลังประกาศผล ได้มีเสียงสะท้อนของประชาชน ผู้เดือดร้อนที่ไม่ผ่านการคัดกรองและมีความจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่น เป็นผู้ที่มีชื่อครอบครองรถเก่าที่หมดสภาพใช้งานแล้วแต่ยังมีข้อมูลค้างในทะเบียน หรือผู้ที่กำลังศึกษาต่อเพื่อพัฒนาตนเอง ซึ่งหลักเกณฑ์ปัจจุบันยังไม่สะท้อนสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริง จากปัญหาความเดือดร้อนและข้อจำกัดของเกณฑ์การคัดกรอง รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ทบทวนหลักเกณฑ์ผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มุ่งคัดกรอง &ldquo;คนจนจริง&rdquo; ให้ได้รับสิทธิตรงเป้าหมาย โดยกระทรวงการคลัง เตรียมนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เพื่อปรับปรุงเกณฑ์และขยายเวลาการยื่นทบทวนสิทธิออกไปถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ขยายเวลาการรับสิทธิสำหรับผู้มีบัตรเดิมต่อเนื่องถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครองได้ระดมกำลังฝ่ายปกครองจัดตั้งศูนย์ One Stop Service และชุดเคลื่อนที่เร็วลงพื้นที่เชิงรุกเคาะประตูบ้านช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียงอย่างใกล้ชิด กระทรวงคมนาคม โดยกรมการขนส่งทางบก ได้อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ด้านกรรมสิทธิ์รถ ให้สามารถตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนรถได้ฟรีไม่มีค่าธรรมเนียม โดยระหว่างวันที่ 17&ndash;23 กรกฎาคม 2569 มีประชาชนยื่นคำร้องขอตรวจสอบข้อมูลและอุทธรณ์สิทธิแล้ว 101,838 คนและกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศระดมช่วยเหลือประชาชนผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ฯ ซึ่งมีชื่อเป็นกรรมการผู้ถือหุ้นและหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน/บริษัท จำนวน 122,324 ราย ในนิติบุคคลรวม 139,804 นิติบุคคล และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มาขอตรวจสอบข้อมูลฯ กับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/202607254f17508fbeae8dc2f088f8eeaaa1faa5074559.jpg' type='image/jpg' length='1419978' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เร่งแก้ปัญหาทุจริตในภาครัฐ ชูนโยบาย “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” สร้างความเชื่อมั่นประชาชน]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/525416</link>
<guid isPermaLink="false">711054398417fe8de139a891c53f53b7</guid>
<pubDate>Fri, 24 Jul 2026 08:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งเกิดขึ้นจากข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ถือเป็นกลไกการบูรณาการระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตในภาครัฐ ใน 2 มิติสำคัญ ได้แก่ 1. ปัญหาทุจริตและสินบนที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน 2. การปรับปรุงระบบอนุญาตและบริการภาครัฐให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดโอกาสการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคเอกชนต่อประเทศไทย และยกระดับระบบราชการไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยที่ประชุมได้รับทราบแนวทางการใช้พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ผ่านแนวทาง &ldquo;2 ลด 1 เพิ่ม&rdquo; ได้แก่ ลดดุลพินิจ ลดการเผชิญหน้าและคนกลาง และเพิ่มความโปร่งใส และความรับผิดรับชอบ เพื่อปิดจุดเสี่ยงการเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ และยกระดับระบบราชการไทย นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานปฏิรูปกระบวนงาน จากระบบที่สร้างภาระให้กับประชาชน สู่ระบบบริการที่เอื้อต่อความสะดวกและโปร่งใส โดยให้ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที และเห็นชอบให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการอำนวยการต่อต้านสินบนและความเสี่ยงทุจริตภาครัฐ โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ นอกจากนี้ยังเห็นชอบโครงการ &ldquo;1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา&rdquo; โดยใช้ข้อมูลจากผลสำรวจของ กกร. มาใช้ประกอบการคัดเลือกหน่วยงานและกระบวนงานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริต เพื่อเร่งปรับปรุงกระบวนงานให้เห็นผลภายใน 6 เดือน เป้าหมายหน่วยงานของรัฐ 355 แห่ง พร้อมทั้งพิจารณามาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐ โดยกำหนดให้มีกฎหมายเฉพาะเพื่อกำหนดฐานความผิด กลไกการดำเนินการ มาตรการทางกฎหมายต่อผู้กระทำความผิด และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายกร่างกฎหมายตามขั้นตอนต่อไป การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และการรับรู้ด้านความโปร่งใสของประเทศ สร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นในสังคมไทย สนับสนุนการปรับปรุงคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) และแสดงถึงความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/2026072403f7d8d440ed0c948b96e55564627631083223.jpg' type='image/jpg' length='1359200' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พัฒนา” คิกออฟ “อาสาพยาบาลชุมชน” เสริมทีมระบบสุขภาพปฐมภูมิดูแลสุขภาพประชาชนถึงครัวเรือน รับสมัครถึง 31 ก.ค. 69]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/525415</link>
<guid isPermaLink="false">cad5f6ef1e3ffe96002ee6e71f72ad4a</guid>
<pubDate>Fri, 24 Jul 2026 08:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงานขับเคลื่อนนโยบาย &ldquo;อาสาพยาบาลชุมชน&rdquo; (อสพ.) เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพของประชาชนให้เข้าถึงระบบบริการสุขภาพได้อย่างครอบคลุม ทั่วถึงและต่อเนื่องตั้งแต่ระดับครัวเรือน โดยเน้นย้ำว่า อาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) ไม่ได้มาทดแทนบุคลากรวิชาชีพ แต่มาเสริมพลังให้กับระบบบริการสุขภาพ ทำหน้าที่เชื่อมโยงการปฏิบัติงานระหว่างอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หน่วยบริการสุขภาพ และทีมสหวิชาชีพ ภายใต้การกำกับดูแลของบุคลากรวิชาชีพอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนทุกคนทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม โดยเฉพาะใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. ผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง 2. ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 3. แม่และเด็ก และ 4. ผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด ระยะแรกจะคัดเลือกบุคคลเข้ารับการอบรม 7,256 คน ใน 76 จังหวัด จัดสรรตำบลละ 1 คน คุณสมบัติของผู้สมัคร อสพ. ต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี และมีอายุไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนดตามกลุ่มคุณวุฒิ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี มีชื่อในทะเบียนบ้านหรืออาศัยอยู่จริงในพื้นที่สมัคร แบ่งคุณวุฒิเป็น 3 ส่วน คือ 1. ปริญญาตรีทั่วไป อายุไม่เกิน 60 ปี เข้ารับการอบรม 240 ชั่วโมง 2. ปริญญาตรีด้านสุขภาพ อายุไม่เกิน 65 ปี เข้ารับการอบรม 120 ชั่วโมง 3. กลุ่มพยาบาลวิชาชีพ อายุไม่เกิน 70 ปี เข้ารับการอบรม 30 ชั่วโมง ผู้ที่สนใจสามารถยื่นสมัครด้วยตนเองที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในจังหวัดภูมิลำเนา ได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมการสมัคร ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการคัดเลือก เพื่อเข้ารับการสัมภาษณ์ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ประกาศผลการคัดเลือก วันที่ 4 กันยายน 2569 และเริ่มการอบรมหลักสูตร อสพ. วันที่ 1 ตุลาคม 2569 กระทรวงสาธารณสุขเชื่อมั่นว่า การมีคนในพื้นที่ที่ผ่านการคัดเลือกและอบรมอย่างมีมาตรฐาน จะช่วยให้ประชาชนได้รับการดูแลเร็วขึ้น ต่อเนื่องขึ้น และใกล้บ้านมากขึ้น ตามเป้าหมายการยกระดับสุขภาพที่มั่นคงของประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/2026072405b0092baced342789d6c3ba75b2127a083117.jpg' type='image/jpg' length='1450389' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติงบกลาง 843 ล้านบาท ฟื้นฟูระบบชลประทาน 5 จังหวัดภาคใต้ เพิ่มวงเงินโครงการคลองระบายน้ำคลองตง แก้น้ำท่วมหาดใหญ่]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/524590</link>
<guid isPermaLink="false">481f492575d522c8febf5f7183af7312</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 08:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 843.26 ล้านบาท ให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินโครงการซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารและระบบชลประทานในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ปี พ.ศ. 2568 เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานให้กลับมาอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของประเทศ โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงอาคารและระบบชลประทานให้สามารถรองรับปริมาณน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ป้องกันและลดผลกระทบจากน้ำท่วมและน้ำท่วมขัง ตลอดจนเตรียมความพร้อมรองรับภัยอันเกิดจากน้ำในอนาคต โครงการดังกล่าวจะดำเนินการในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส รวมทั้งสิ้น 67 รายการ โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้กรมชลประทานปฏิบัติตามกฎหมาย และมาตรฐานของทางราชการอย่างเคร่งครัดในทุกขั้นตอน พร้อมติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่กำหนด โดยคำนึงถึงความประหยัด ความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ และประโยชน์สูงสุดที่ประชาชนจะได้รับ นอกจากนี้คณะรัฐมนตรียังได้อนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินก่อหนี้ผูกพันและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ สำหรับงานจ้างก่อสร้างคลองระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบ ความยาว 4 กิโลเมตร โครงการคลองระบายน้ำคลองตง ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จาก 315 ล้านบาท เป็น 359.52 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 44.52 ล้านบาท พร้อมขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563&ndash;2568 เป็น พ.ศ. 2563&ndash;2570 เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่ตำบลพะตงและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนเป็นประจำ ช่วยลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดสงขลาในระยะยาว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260722e5a9ec699018b35ee6cdf7b57f2ac7e4080450.jpg' type='image/jpg' length='1520066' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[Thailand² ยกกำลังประเทศไทย ผนึก 5 กระทรวง ยกระดับทุนมนุษย์ พัฒนาการศึกษา-ปลดหนี้-Upskill คนไทยทุกช่วงวัย]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/524589</link>
<guid isPermaLink="false">61fb782efab2adc2eef5c83065554222</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 08:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาครั้งประวัติศาสตร์ &ldquo;THAILAND&sup2; ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์&rdquo; ได้มุ่งเน้นการลงทุนกับสิ่งที่มีค่าที่สุดคือคนไทย เปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาทักษะแบบ Upskill และ Reskill เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการผนึกกำลังของ 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงสวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้นำเสนอแผนปฏิบัติการ &ldquo;Lifelong Support&rdquo; เพื่อการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนตลอดช่วงชีวิต พร้อมทั้งแถลงผลงานรอบ 90 วันของทั้ง 5 กระทรวง ซึ่งส่งผลให้ประชาชนได้รับประโยชน์เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ทั้งการลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาผ่านนโยบาย TCAS69 เท่าเทียม การสร้างความมั่นคงทางอาชีพและรายได้สำหรับเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน การพักชำระหนี้และลดหนี้ให้เกษตรกร การยกระดับสิทธิสวัสดิการผู้ประกันตนและกลุ่มเปราะบาง การเข้าถึงบริการสาธารณสุขดิจิทัลและสวัสดิการสังคมอย่างทั่วถึง ตลอดจนการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทั้งหมดนี้คือเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของรัฐบาลในการลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด เพื่อพัฒนาคนไทยทุกช่วงวัยให้มีความเข้มแข็ง มีรายได้ และพร้อมขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นเศรษฐกิจใหม่ในระดับสากลอย่างมั่นคงและยั่งยืนโดยไม่ทิ้งผู้ใดไว้ข้างหลัง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260722614f24657d8d1650a56c20df68f81ad9080301.jpg' type='image/jpg' length='1360615' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทย-จีน เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจแห่งอนาคต ลงนาม MOU 15 ฉบับ สร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนทั้งสองประเทศ]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/524194</link>
<guid isPermaLink="false">aade8bc1164bb73450e377c5e4453d79</guid>
<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 10:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ภารกิจวันสุดท้ายของการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16 - 20 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือกับ นายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน สนับสนุนให้รัฐสภาของทั้งสองประเทศเพิ่มการแลกเปลี่ยนด้านนิติบัญญัติ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพิ่มความปลอดภัย และเสริมเสถียรภาพของภูมิภาคในระยะยาว นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้หารือแบบเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านไทย-จีน ครอบคลุมการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีแห่งอนาคต ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การท่องเที่ยว และการค้าการลงทุนสมัยใหม่ อาทิ AI และยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีได้เร่งผลักดันความร่วมมือเรื่องการค้าและการลงทุน ขอให้จีนเพิ่มการนำเข้าผลไม้และอาหารแปรรูปคุณภาพสูงจากไทย ยกระดับทักษะแรงงานไทย การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ยืนยันเดินหน้ารถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 ให้แล้วเสร็จตามกำหนดปี 2573 พร้อมเตรียมระยะที่ 2 และผลักดันสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 รวมถึงเส้นทางรถไฟเชียงของ-นาเตย-โม่ฮัน เชื่อมโยงจีนตอนใต้ ไทย ลาว มาเลเซีย และสิงคโปร์ ด้านความมั่นคง เห็นพ้องจัดตั้งกลไกหารือด้านการต่างประเทศและกลาโหมไทย-จีน (2+2 Mechanism) โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพครั้งแรก เร่งขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI เทคโนโลยีสุขภาพ อวกาศ พลังงานนิวเคลียร์ และควอนตัม ด้านการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพิ่มความร่วมมือแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ข้อมูลการสืบสวน และธุรกรรมทางการเงิน เพื่อปราบปรามเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์และการฉ้อโกงทางการเงิน อีกทั้งยังมีการลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจ ไทย &ndash; จีน จำนวน 15 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมด้านการศึกษา เศรษฐกิจ AI ทรัพย์สินทางปัญญา สาธารณสุข การส่งออกสัตว์น้ำ ความร่วมมือสื่อมวลชน การจัดการน้ำ และการสำรวจอวกาศห้วงลึก นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจของภูมิภาค รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนในไทยด้าน AI คลาวด์ และโลจิสติกส์ ความร่วมมือผ่านแพลตฟอร์มที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย การพัฒนาทักษะดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นประตูยุทธศาสตร์สู่อาเซียน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/2026072144ac1b96d3ab2cf73ce548e84856332a101301.jpg' type='image/jpg' length='1467623' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พม. ยกระดับศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน ด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ทั่วประเทศ รวดเร็ว แม่นยำ ไร้ร้อยต่อ]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/524187</link>
<guid isPermaLink="false">4604f10de3d86da9a7ef074de0a8a921</guid>
<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 10:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เดินหน้ายกระดับ<br />
ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) เพื่อให้เป็นที่พึ่งพิงที่เข้มแข็งและรวดเร็วที่สุดในการช่วยเหลือดูแลประชาชน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบช่วยเหลือ &ldquo;กลุ่มเปราะบาง&rdquo; ที่เผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงบริการของรัฐ โดยยกระดับการดำเนินงานของ OSCC หรือที่ปัจจุบันชื่อ &ldquo;ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน&rdquo; หรือ ศรส. และสายด่วน 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง อย่างเต็มรูปแบบ ใน 4 มิติ ดังนี้ 1. การเพิ่มศักยภาพด่านหน้า &ldquo;สายด่วน 1300&rdquo; โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่อีก 27 อัตรา เพื่อเปิด 30 คู่สายเต็มในช่วงเวลาหนาแน่น ปรับปรุงระบบฝากข้อความ ให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ เชื่อมฐานข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตนผู้โทรได้ทันที และขยายช่องทางการรับแจ้งเหตุผ่านระบบ Traffy Fondue เพื่อส่งต่อเคสกับหน่วยงานเครือข่าย อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข 2. นำเทคโนโลยี และ AI มาสนับสนุนเจ้าหน้าที่รับสายแบบเชิงรุก เพื่อตอบคำถามประชาชนได้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น และใช้ระบบ Social Monitoring ตรวจจับปัญหาสังคมบนโลกออนไลน์ หากพบกรณีวิกฤตระดับสีแดงเข้ม จะมีการแจ้งเตือน และส่งตรงถึงผู้บริหารและหน่วยงานในพื้นที่ภายใน 1 ชั่วโมง เพื่อส่งทีมหน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้าช่วยเหลือเชิงรุก 3. ปรับโฉมภาพลักษณ์การช่วยเหลือในพื้นที่ระดับภูมิภาคของ ศรส.จังหวัด ภายใต้ชื่อ &ldquo;ศรส. สร้างสุข&rdquo; เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย และเป็นมิตร ด้วยหน่วยเคลื่อนที่เร็ว 24 ชั่วโมง บูรณาการร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ ค้นหาและเข้าถึงกลุ่มเปราะบางในชุมชนอย่างตรงจุด 4. กลไกจัดการรายกรณี ประเมินความเสี่ยงทางสังคม เพื่อกำหนดกรอบเวลาการลงพื้นที่ที่ชัดเจน กรณีวิกฤตฉุกเฉินระดับสีแดงและสีแดงเข้ม เช่น เด็กถูกทำร้าย หรือถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว หน่วยเคลื่อนที่เร็วต้องเข้าช่วยเหลือทันที&nbsp;หรือภายใน 24 ชั่วโมง และประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะความช่วยเหลือได้ด้วยตนเอง ผ่านระบบ E-Tracking&nbsp;โดยเพียงกรอกเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก หรือหมายเลขโทรศัพท์ที่แจ้งเรื่อง&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260721cc0e886208d2a40fb04c0b4035d6617b100103.jpg' type='image/jpg' length='1504512' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ หารือ Huawei ขยายลงทุน AI-คลาวด์ในไทย “Thailand FastPass” เบ็ดเสร็จจุดเดียว สร้างความมั่นใจนักลงทุน]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/523594</link>
<guid isPermaLink="false">c29ab1d94d30c3548171a8121b6db33b</guid>
<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 08:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงความสำเร็จจากการนำทีมไทยแลนด์พบหารือกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีน 4 บริษัท โดยยืนยันว่ามีแผนการลงทุนในประเทศไทย มูลค่ารวมกันกว่า 70,000 ล้านบาทภายในปีนี้ เนื่องจากมีความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐานของไทยการลงทุนมหาศาลครั้งนี้คาดว่าจะทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นคน โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะ (Upskill) แรงงานไทย และเพิ่มมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว อีกทั้ง นโยบาย &ldquo;Thailand FastPass&rdquo; ของ BOI ยังเป็นการบริการแบบเบ็ดเสร็จ (One-stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ช่วยเร่งรัดกระบวนการอนุมัติและอนุญาตต่าง ๆ ให้รวดเร็วขึ้น และสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้หารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Huawei โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ 1. การพัฒนาคนไทยให้มีทักษะแห่งอนาคต ผ่านโครงการ Huawei ICT Academy Thailand ซึ่งดำเนินงานร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงความร่วมมือด้าน Cloud และ AI กับหน่วยงานภาครัฐและมหาวิทยาลัย เพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน 2. การขยายการใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาคธุรกิจ ยกระดับบริการสาธารณะ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กับการสร้างบุคลากรไทย ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการดึงการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แต่คือการสร้างโอกาสให้คนไทยเข้าถึงความรู้ มีทักษะที่ตลาดต้องการ เกิดงานคุณภาพ และนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/2026072006e760bb350ee0219e33b777e96e2601080654.jpg' type='image/jpg' length='1359557' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ซาบีดา” เร่งขับเคลื่อน พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ฯ บังคับใช้เต็มรูปแบบ ก.ย. 69 ผลักดัน “นครหลวงล้านนา” ขึ้นทะเบียนมรดกโลก  ]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/523592</link>
<guid isPermaLink="false">287bfd73987c9003ffd113995c1506ac</guid>
<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 08:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ลงพื้นที่สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT) และพบปะชาติพันธุ์ไตลื้อ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2568 โดยเน้นการผลักดันในเรื่องการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม การส่งเสริมศักยภาพ และการสร้างความเสมอภาค เพื่อการอยู่ร่วมกันบนความหลากหลาย พร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอจากเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ 14 ชาติพันธ์ุในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โดยเสนอเรื่องการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและสนับสนุนศูนย์การเรียนรู้ชุมชนตามวิถีวัฒนธรรม การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง การสร้างความมั่นคงในที่ดินทำกิน การพัฒนาระบบสวัสดิการและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้เข้าถึงทุกชุมชนอย่างเท่าเทียม การผลักดันวิถี &ldquo;ไร่หมุนเวียน&rdquo; และการบูรณาการความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและสุขภาวะของชุมชนจากปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก กระทรวงวัฒนธรรมรับข้อเสนอไปจัดทำแผนแม่บทด้านชาติพันธุ์ของประเทศระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571&ndash;2575) เพื่อจัดสรรงบประมาณและการแก้ปัญหาตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนชาติพันธุ์อย่างแท้จริง จะเปิดรับขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ผ่านระบบออนไลน์ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2569 จะเร่งเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นรูปธรรมภายในเดือนกันยายน 2569 นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรมยังเตรียมความพร้อมในการเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม &ldquo;อนุสรณ์สถาน แหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา&rdquo; ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมขององค์การยูเนสโก ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มกำแพงเมือง คูเมือง และแจ่งเมือง 2. กลุ่มวัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม และวัดพระธาตุดอยสุเทพ และ 3. กลุ่มวัดเจ็ดยอด โดยสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (ICOMOS) ซึ่งเป็นองค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลก จะลงพื้นที่ตรวจประเมินทางเทคนิค วันที่ 3 - 8 สิงหาคม 2569 การผลักดันเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา สู่การเป็นแหล่งมรดกโลก ไม่ใช่เพียงการเสนอขึ้นทะเบียนโบราณสถาน แต่เป็นการยืนยันคุณค่าของอารยธรรมล้านนาที่มีความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติ เป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย ต่อยอดการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน และยกระดับประเทศไทยบนเวทีวัฒนธรรมโลก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/202607202413379790994091a1975c0bf5d4b383080517.jpg' type='image/jpg' length='1580424' />
</item>
</channel>
</rss>
