<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวฝาก]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/index/id/38</link>
<atom:link href="https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/index/id/38" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบความร่วมมือไทย-ลาว สร้างสะพานเชียงแมน - หลวงพระบาง เชื่อมคมนาคม เพิ่มมูลค่าการค้า-การท่องเที่ยว]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/540054</link>
<guid isPermaLink="false">bd9f8348e5be7cb3279a731876c63b89</guid>
<pubDate>Wed, 09 Sep 2026 09:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่รัฐบาล สปป.ลาว สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมน&ndash;หลวงพระบาง ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ วงเงินรวมทั้งสิ้น 1,783,671,500 บาท เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงคมนาคมระหว่างไทยกับ สปป.ลาว โดยอนุมัติให้ สพพ. ดำเนินโครงการตามขอบเขต รูปแบบ วิธีการ และเงื่อนไขทางการเงินที่กำหนด พร้อมอนุมัติให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณเป็นรายปีในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2571&ndash;2574 รวม 4 ปี จำนวน 891,835,750 บาท และเห็นชอบให้ สพพ. กู้เงินจากสถาบันการเงินภายในประเทศ ตามเงื่อนไขที่กำหนด นอกจากนี้หาก สปป.ลาว ผิดนัดชำระหนี้ จะใช้เงินสะสมชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยไปก่อน และหากขาดสภาพคล่องสามารถขอรับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาล ทั้งนี้โครงการสะพานเชียงแมน&ndash;หลวงพระบาง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (Connectivity) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะการขยายโอกาสด้านการค้าระหว่างจังหวัดน่านกับเมืองหลวงพระบาง และเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่งระหว่างสองประเทศ รวมทั้งจะช่วยลดระยะเวลาเดินทางระหว่างน่านกับหลวงพระบางได้อย่างน้อย 30&ndash;45 นาที ทำให้การขนส่งสินค้าสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น ด้านการท่องเที่ยว คาดว่าในช่วง 5 ปีแรก จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนจังหวัดน่านเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 80,000 คน สร้างรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 360 ล้านบาท โครงการดังกล่าวจึงมีความสำคัญทั้งในมิติการคมนาคม การค้า การท่องเที่ยว และการกระชับความสัมพันธ์ไทย&ndash;ลาว ตลอดจนสะท้อนความร่วมมืออย่างยั่งยืนและการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/202609091bd77c34176af88c15d2e11b766dbcb8092740.jpg' type='image/jpg' length='1480472' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ประเสริฐ” เร่งแก้ปัญหาหนี้สินครู ลดภาระหนี้-ดอกเบี้ย ป้องกันหนี้เพิ่ม มีเงินเหลือเพียงพอดำรงชีวิต ]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/539289</link>
<guid isPermaLink="false">d86a6a468b92ffe6125607a33302b9db</guid>
<pubDate>Mon, 07 Sep 2026 10:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เร่งแก้ปัญหาหนี้สินครูทั่วประเทศ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของบุคลากรครูในภาพรวม เพื่อให้ครูสามารถใช้ชีวิตและปฏิบัติวิชาชีพได้อย่างมีความสุข ทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ โดยต้องรวบรวมหนี้ทั้งจากสถาบันการเงินและสหกรณ์ต่าง ๆ มารวมไว้ที่เดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการจะเป็นตัวกลางในการเจรจาหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ สนับสนุนการแก้ไขกฎหมาย เพื่อช่วยเหลือข้าราชการครูที่อยู่ในภาวะล้มละลาย สนับสนุนมาตรการควบคุมดูแลให้ครูต้องมีเงินเดือนเหลือใช้จ่าย ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 และแก้ปัญหาหนี้ทั้งระบบ โดยเฉพาะหนี้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งเป็นภาระสำคัญของครูจำนวนมาก ข้อมูลจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ พบว่า ปัจจุบันมีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 116 แห่ง มีสมาชิก 862,539 ราย และมีเงินให้กู้รวม 1,141,545 ล้านบาท ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมีค่าเฉลี่ย 5.60% และสูงสุดถึง 9% ดังนั้น จึงต้องแก้ตั้งแต่ต้นทางของเงินทุน ไปจนถึงการบริหารหนี้ของครูแต่ละคนกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แก้ไขปัญหาหนี้สินครู ใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1. การปรับหาแนวทางในการจัดตั้งสหกรณ์กลางเข้ามาเป็นองค์กรกลางในการแก้ไขปัญหา พิจารณาระเบียบ ข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2. มาตรการในการหักส่งชำระหนี้สหกรณ์ โดยให้สมาชิกมีเงินเหลือเพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างน้อย&nbsp;ร้อยละ 30 ของเงินได้รายเดือน และการใช้ระบบ Credit Lock เครื่องมือในการควบคุมทางการเงิน เพื่อไม่ให้ก่อหนี้เพิ่ม 3. การหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้จัดตั้ง คณะกรรมการร่วมทั้ง 2 กระทรวง เพื่อเร่งศึกษารายละเอียดทั้งด้านมาตรการ แหล่งเงินทุน แนวทางปรับหนี้ และข้อกฎหมาย ก่อนรายงานผลภายใน 30 วัน นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ยังได้ร่วมกับธนาคารออมสิน จัดโครงการ &ldquo;ออมสินก้าวไปกับครู&hellip;ช่วยแม่พิมพ์ สู่อิสรภาพการเงิน&rdquo; เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับสมาชิก ช.พ.ค. &ndash; ช.พ.ส. และโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เหลือ 3.50% ต่อปี ถึงเดือนธันวาคม 2570 จากเดิมประมาณ&nbsp;6&ndash;7% เพื่อให้เงินงวดที่ชำระในแต่ละเดือนถูกนำไปตัดเงินต้นมากขึ้น ช่วยลดภาระหนี้และเพิ่มโอกาสปิดหนี้ได้เร็วขึ้น&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/202609075027abcbe8d25ae8de5805b741fcc3e0110053.jpg' type='image/jpg' length='1247255' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ปกรณ์” ชี้ถึงเวลาพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ ดัน Open Government ลดงานซ้ำซ้อน ลดรายจ่าย ปรับปรุงกฎหมาย]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/538917</link>
<guid isPermaLink="false">67e7a0181c03ea76ef21a38dabdf0b03</guid>
<pubDate>Sun, 06 Sep 2026 08:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญในการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายประจำด้านบุคลากรสูงถึงร้อยละ 73 ซึ่งรัฐบาลมีภารกิจสำคัญหลายด้านที่จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ อ.ก.พ. กระทรวง ดำเนินการดังนี้ 1. พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป 2. ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575 3. ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ และให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลัง และให้ สำนักงาน ก.พ. จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง โดยความคืบหน้าขณะนี้มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดสำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญมีความคืบหน้า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้หารือร่วมกับสำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง และเห็นชอบหลักการสำคัญแล้ว ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยดำเนินการควบคู่กันใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ปรับกำลังคน 2. ปรับกระบวนงาน และ 3. ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี เพื่อให้โครงสร้างภาครัฐมีขนาดเหมาะสมกับภารกิจ เน้นย้ำ &ldquo;การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ&rdquo; ต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่อะไร กระบวนงานใดจำเป็น และงานใดสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้ และเป็นภาครัฐระบบเปิด (Open Government) ฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเชื่อมโยงกัน ประชาชนติดต่อราชการง่ายขึ้น ประเทศจะลดภาระรายจ่ายประจำ มีงบประมาณสำหรับการลงทุนเพิ่มขึ้น ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีระบบราชการที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/202609064d3f3d281261de7583c96c781458f081084623.jpg' type='image/jpg' length='1205921' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เร่งจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ สั่งรวมข้อมูลภายใน 1 สัปดาห์ ตั้งอนุ 4 ชุด วางเกณฑ์ปฏิบัติภายใน 1 เดือน]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/538810</link>
<guid isPermaLink="false">8b7cdf4f7e30956fb922bcf82ee7b0c7</guid>
<pubDate>Sat, 05 Sep 2026 08:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่รองรับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล หลังพบข้อกังวลของประชาชนต่อการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ชุมชนเมือง และผู้ประกอบการ<br />
บางรายอาจใช้ช่องว่างของกฎหมาย ภาครัฐจึงต้องเร่งกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม กำหนดนิยามและสถานะทางกฎหมายของดาต้าเซ็นเตอร์ การคุ้มครองข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากกำหนดทิศทางได้อย่างเหมาะสม ประเทศไทยจะสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลและนวัตกรรมของภูมิภาค ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ เร่งบูรณาการข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ให้เป็นชุดข้อมูลเดียวกัน ภายในวันที่&nbsp;11 กันยายน 2569 จัดระเบียบและวางกติกาการกำกับดูแลให้ครอบคลุมดาต้าเซ็นเตอร์ทุกประเภท ออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ที่สอดคล้องกับความต้องการและยุทธศาสตร์ของประเทศ และกำหนดเกณฑ์ประเมินเพื่อคัดเลือกโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ภายในเดือนกันยายน 2569 ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า จะจัดทำ Dashboard รวบรวมข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ สายไฟ&nbsp;ผังเมือง กฎหมาย และข้อบังคับ เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีข้อมูลตรงกัน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กำหนดแนวทางสำคัญ ได้แก่ ค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ไฟสะอาดไม่น้อยกว่า 60% มาตรฐานระบบสำรองไฟ และหลักเกณฑ์ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำการกำกับดูแลผังเมือง ไฟฟ้า และน้ำ พร้อมชะลอการให้บริการไฟและน้ำแก่ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าขณะนี้ไม่มีผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าและน้ำ ส่วนนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า กรุงเทพมหานคร จะชะลอการพิจารณา 3 โครงการที่ยังไม่อนุมัติจนกว่าจะมีนโยบายที่ชัดเจน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/2026090574fa09fefbd86b66062fa996d180103d083712.jpg' type='image/jpg' length='1365591' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พลโท อดุลย์” พัฒนากำลังพลสู่ยุค AI–Digital รู้เท่าทันสื่อ–ภัยไซเบอร์ ยกระดับการป้องกันประเทศในมิติดิจิทัล]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/538587</link>
<guid isPermaLink="false">5bbcfe45cde1924c1f465569efe02883</guid>
<pubDate>Fri, 04 Sep 2026 13:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดโครงการ &ldquo;ความร่วมมือสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ เสริมพัฒนาศักยภาพกําลังพลด้านปัญญาประดิษฐ์&rdquo; ในกิจกรรมความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหม บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA เพื่อพัฒนาทักษะ Digital Literacy และ AI Literacy ให้แก่กำลังพลและครอบครัว วางรากฐาน &ldquo;กำลังพลดิจิทัล&rdquo; และยกระดับการป้องกันประเทศสู่ Digital Defense พร้อมขยายผลไปยังหน่วยทหารทั้ง 4 ภาค ครอบคลุม กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ พร้อมระบุว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการทำงาน การวิเคราะห์ข้อมูล และการตัดสินใจ แต่ก็นำมาซึ่งภัยคุกคามใหม่ ทั้งภัยไซเบอร์ การบิดเบือนข้อมูล และความเสี่ยงต่อข้อมูลด้านความมั่นคง จึงต้องพัฒนากำลังพลให้ &ldquo;ใช้ AI เป็น รู้เท่าทันภัยไซเบอร์ และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง&rdquo; ควบคู่กับคุณธรรม จริยธรรม กฎหมาย และความรับผิดชอบ เพื่อขับเคลื่อนกระทรวงกลาโหมสู่ Data-Driven Organization และ AI-Driven Organization โดยมุ่งสร้าง &ldquo;อาวุธทางปัญญา&rdquo; ให้กำลังพลสามารถคิด วิเคราะห์ และใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ พร้อมเสริมการรู้เท่าทันสื่อด้วยหลัก &ldquo;คิดก่อนคลิก คิดก่อนเชื่อ คิดก่อนแชร์&rdquo; โดยย้ำว่า AI ต้องเป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพของมนุษย์ ไม่ใช่ทดแทนกระบวนการคิดและการเรียนรู้ ด้าน AIS สนับสนุนการ Upskill&ndash;Reskill และระบบโทรศัพท์สำหรับกำลังพลตามแนวชายแดน 30,000 ระบบ ขณะที่ DGA โดย TDGA สนับสนุนหลักสูตร AI Literacy การบริหารจัดการข้อมูล และจริยธรรม AI เพื่อร่วมขับเคลื่อนกระทรวงกลาโหมสู่ AI-Ready Defense พร้อมย้ำว่า ความมั่นคงยุคใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจาก &ldquo;คน&rdquo; ที่มีความรู้ ใช้เทคโนโลยีเป็น รู้เท่าทันภัยคุกคาม และสามารถนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/202609043a175ffe5c99a3f627ac662148359300130943.jpg' type='image/jpg' length='1361785' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“สุรศักดิ์” ตั้งเป้ายกระดับไทยสู่จุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์ อาหาร-วัฒนธรรม-สุขภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างความสุขให้นักท่องเที่ยว]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/538579</link>
<guid isPermaLink="false">4cfd50b3511677db5e7b85a878bd1f9e</guid>
<pubDate>Fri, 04 Sep 2026 12:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำหนดทิศทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในปี 2570 ภายใต้แนวคิด &ldquo;The Year of Transformation&rdquo; มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่ Asia&rsquo;s No.1 High-Value &amp; Meaningful Destination และเป็นจุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์ที่เดินทางท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน ตั้งเป้าการท่องเที่ยวเติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 กระจายนักท่องเที่ยวระหว่างเมืองหลักและเมืองรองที่ 60 ต่อ 40 ปรับสมดุลตลาดและกลุ่มนักท่องเที่ยว ควบคู่การกระจายรายได้สู่ 19 พื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ เปิดตัว &ldquo;น้องสุขใจ&rdquo; และ &ldquo;น้องรักยิ้ม&rdquo; คาแรกเตอร์ใหม่ที่จะถ่ายทอดเสน่ห์ไทยและสร้างความผูกพันกับนักท่องเที่ยว ผ่านแคมเปญ &ldquo;365 ไทยเที่ยวไทย เที่ยวได้ทั้งปี&rdquo; และ &ldquo;สุขทันที ที่เที่ยวไทย เติมเมืองไทย...ให้ใจได้ฮีล&rdquo; ผ่านการออกแบบ Theme Experience ครอบคลุมอัตลักษณ์เฉพาะของแต่ละภูมิภาค เพื่อสร้างเหตุผลใหม่ในการเดินทาง และต่อยอดเครือข่าย UNESCO Thailand Network และแหล่งท่องเที่ยวชุมชนกว่า 55 แห่ง เดินหน้าสร้างอัตลักษณ์เมืองผ่าน Signature Destination Branding นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย อุบลราชธานี สงขลา ตราด และสมุทรสงคราม พร้อมทั้งสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ 4 ด้าน เชื่อมโยงการท่องเที่ยวเข้ากับ Life Economy อาหาร ภูมิปัญญาไทย เทศกาลอัตลักษณ์ไทย นอกจากนี้ยังขับเคลื่อน &ldquo;เชียงใหม่สู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง&rdquo; ทั้งเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ได้แก่ &ldquo;Wellness Hill&rdquo; (สะเมิง&ndash;หางดง) และ &ldquo;Wellness Hot-Spring&rdquo; (แม่ออน&ndash;สันกำแพง) เส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) &ldquo;Coffee &amp; Tea&rdquo; ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของคนในพื้นที่ ซึ่งสามารถสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/202609048b7a5baa483bfa3e092e4609b5e70859130003.jpg' type='image/jpg' length='1526560' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทย-สิงคโปร์ ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจ-พลังงาน-ความมั่นคง-อาเซียน ต่อยอดความตกลงจัดส่งข้าวไทย 100,000 ตันภายใน 5 ปี]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/538123</link>
<guid isPermaLink="false">4ba0578620b0c40f1fd458f70bb54e1b</guid>
<pubDate>Thu, 03 Sep 2026 09:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับ นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุม Thailand&ndash;Singapore Leaders&rsquo; Retreat ครั้งที่ 5 พร้อมทั้งแถลงข่าวร่วมกันในการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ใน 4 เสาหลัก ได้แก่ 1. สิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และความมั่นคงทางพลังงาน&ndash;อาหาร มุ่งเน้นพลังงานสะอาด พลังงานคาร์บอนต่ำ และความมั่นคงทางอาหาร และต่อยอดความตกลงจัดส่งข้าวไทย 100,000 ตันภายใน 5 ปี 2. เศรษฐกิจ การลงทุน และดิจิทัล กระชับการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เซมิคอนดักเตอร์ เศรษฐกิจสีเขียว และ AI พร้อมสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย 3. กลาโหมและความมั่นคง มุ่งเสริมสร้างความร่วมมือด้านกลาโหม ความมั่นคงทางไซเบอร์ และการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ 4. การประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาค สนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของสิงคโปร์ในปีหน้า และประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างความต่อเนื่องระหว่างวาระประธานอาเซียนของสิงคโปร์และไทย นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัวแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ที่มุ่งส่งเสริมความสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนบุคลากร ข้อมูล องค์ความรู้ ประสบการณ์ด้านสวัสดิการสังคม การพัฒนาชุมชน การพัฒนาศักยภาพคนพิการ การเสริมพลังและคุ้มครองสตรี การพัฒนาเด็กและครอบครัว และการคุ้มครองเด็ก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/202609039acbcbeb126f3cc476c18d58bf060dac091637.jpg' type='image/jpg' length='1337188' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ซาบีดา” ชวนเที่ยวงาน “สี สรรค์ ไทย” สัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมไทย “กิน เที่ยว ชม ลอง เรียนรู้” ถึง 6 ก.ย. ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/538122</link>
<guid isPermaLink="false">b209f0f7e5f2d869643508c55ac75af0</guid>
<pubDate>Thu, 03 Sep 2026 09:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดงานมหกรรมวัฒนธรรมเเห่งชาติ สี สรรค์ ไทย: COLORS OF THAI THAI ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 &ndash; 6 กันยายน 2569 ภายใต้แนวคิด &ldquo;สี สรรค์ ไทย : สัมผัสสีสัน สร้างสรรค์วัฒนธรรมไทย&rdquo; ถ่ายทอดวัฒนธรรมที่อยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน ทั้งพระมหากรุณาธิคุณ อาหาร ดนตรี การแสดง งานหัตถศิลป์ ภูมิปัญญา ประเพณี เทศกาล และความเชื่อ ซึ่งล้วนสะท้อนอัตลักษณ์และความผูกพันของผู้คนกับชุมชนและถิ่นเกิด นำมาต่อยอด สร้างสรรค์ และสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นในปัจจุบันโดยพาผู้ชมออกเดินทางผ่านวิถีชีวิตไทย ทั้ง 5 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 &ldquo;สีสันแห่งแรงบันดาลใจ&rdquo; ถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณและพระกรุณาธิคุณ ของสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ โซนที่ 2 &ldquo;สีสันแห่งรสชาติไทย&rdquo; นำเสนอเรื่องราวจาก &ldquo;ข้าว&rdquo; สู่ &ldquo;อาหารรสชาติ...ที่หายไป (The Lost Taste)&rdquo; โซนที่ 3 &ldquo;สีสันแห่งศิลปะการแสดงไทย&rdquo; รวบรวมศิลปะการแสดงจากทั่วประเทศ ทั้งลิเก หมอลำ ลูกทุ่ง หนังใหญ่ โขน โนรา ดนตรี การแสดงร่วมสมัย และคอนเสิร์ต โดยเปิดโอกาสให้ผู้ชมลงมือสืบสานการตอกหนังใหญ่ ร้อยลูกปัดโนรา ทำเครื่องประดับศีรษะล้านนา แกะสลักรูปหนังตะลุง และการเขียนสีหัวโขน โซนที่ 4 &ldquo;สองมือช่าง&rdquo; ได้สัมผัส เรียนรู้ภูมิปัญญาไทยและหัตถศิลป์ไทย และลงมือทอผ้าฝ้ายเข็นมือย้อมสีธรรมชาติ การทำยาดมสมุนไพร การจักสานไม้ไผ่ การเขียนเครื่องเบญจรงค์ การระบายสีผ้าบาติก และการทำน้ำปรุงไทย และโซนที่ 5 &ldquo;สีสันแห่งมรดกไทย ศรัทธา และวิถีประเพณี&rdquo; พาทุกคนสัมผัสมรดกทางวัฒนธรรม ประเพณี เทศกาล ผ่าน Immersive Cultural Experience ได้เรียนรู้และลงมือทำหน้ากากผีตาโขน โพน ธงตะขาบ เทียนพรรษา พวงมโหตร โคมล้านนา สะท้อนความเชื่อและประเพณีที่ยังคงมีชีวิต เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับชุมชนและถิ่นเกิดผ่านโซน 10 สุดยอดเที่ยวชุมชนยลวิถี ซึ่งช่วยต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มาร่วมเปิดประสบการณ์ &ldquo;สีสันแห่งวัฒนธรรมไทยทุกภูมิภาค&rdquo; มาร่วม &ldquo;กิน เที่ยว ชม ลอง และเรียนรู้&rdquo; ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 6 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 7 - 8 เมืองทองธานี&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/2026090386040c24c4d4da60bc987a857ce7b58b091457.jpg' type='image/jpg' length='1513229' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.อนุมัติรถไฟทางคู่สายใต้ ชุมพร–สุราษฎร์ฯ–หาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ วงเงิน 1.06 แสนล้าน เพิ่มการขนส่ง กระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/537704</link>
<guid isPermaLink="false">71e35234f71d8d4dbe0e6522914102d4</guid>
<pubDate>Wed, 02 Sep 2026 08:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จังหวัดสงขลา มีมติเห็นชอบให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ 3 โครงการ วงเงินรวม 106,798.32 ล้านบาท ได้แก่ 1. ช่วงชุมพร&ndash;สุราษฎร์ธานี วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท 2. ช่วงสุราษฎร์ธานี&ndash;ชุมทางหาดใหญ่ วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท และ 3. ช่วงชุมทางหาดใหญ่&ndash;ปาดังเบซาร์ วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นการปรับเพิ่มวงเงินจากเดิมที่เคยขอเสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2568 เนื่องจาก รฟท. มีความจำเป็นต้องปรับปรุงรายละเอียด เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุนที่ผันผวนและควบคุมคุณภาพโครงการให้เป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งการปรับเปลี่ยนรูปแบบงานก่อสร้างทางรถไฟรวมถึงการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางผ่านให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ในปัจจุบัน ตลอดจนวางแนวทางโครงสร้างเพื่อป้องกันอุทกภัยจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งทั้ง 3 โครงการจะช่วยเสริมศักยภาพโครงข่ายคมนาคม ยกระดับระบบโลจิสติกส์ เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการเดินรถ เชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ เมืองสำคัญ แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่การผลิตตลอดแนวภาคใต้เข้าสู่โครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศ รวมทั้งเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟไทยกับประเทศมาเลเซียผ่านด่านปาดังเบซาร์ สนับสนุนการค้า การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค โดย รฟท. จะเร่งกระบวนการประกวดราคาและลงนามสัญญาจัดซื้อจัดจ้างได้ภายในปี 2570 และมีแผนดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จในปี 2576 พร้อมทั้งปรับรูปแบบโครงสร้างทางรถไฟในช่วงคลอง ร.1 ถึงคลองอู่ตะเภา จากคันทางเป็นโครงสร้างสะพานบก เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม อีกทั้ง กระทรวงคมนาคมยังเดินหน้าก่อสร้างโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ภายใต้แนวคิดคมนาคมสีเขียว เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทางและขนส่งสินค้า เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวและชุมชน เพิ่มความรวดเร็วในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินและการอพยพประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติ โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรและวิถีชีวิตชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260902ee5192a6cac5486ce03725db6e3ff55a083608.jpg' type='image/jpg' length='1708980' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.สัญจรสงขลา ยกระดับ 5 จังหวัดภาคใต้ เคาะ Quick Win 4 ด้าน เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงรับมือภัยพิบัติ เดินหน้าประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน]]></title>
<link>https://suphanburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/38/iid/537703</link>
<guid isPermaLink="false">e0ffa9f82f6fd80cb550771b843ebb2b</guid>
<pubDate>Wed, 02 Sep 2026 08:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ณ จังหวัดสงขลา ได้กำหนดแนวทางเร่งด่วน หรือ Quick Win ในพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการทันที โดยครอบคลุม 4 เรื่องสำคัญ คือ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยด้านเศรษฐกิจ มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตจากศักยภาพของพื้นที่ ทั้งภาคเกษตร การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ปรับปรุงเงื่อนไขเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ด้านสังคม แก้ไขปัญหาความยากจน ดูแลกลุ่มเปราะบาง เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข โดยอนุมัติงบออกแบบก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่ แห่งที่ 2 ทำ MOU แรงงานไทย-มาเลเซีย และการแก้ไขปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา (Zero Dropout) ด้านความมั่นคง เน้นสร้างความมั่นคงควบคู่กับการทำงานร่วมกับประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการจุดผ่านแดน ด้านภัยพิบัติ เห็นชอบให้ก่อสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ปัตตานี ระบบระบายน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่และเทศบาลเมืองควนลัง และปรับปรุงแก้มลิงคลองเรียน นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้เห็นชอบในหลักการการจัดให้มี &ldquo;ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ&rdquo; และให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้กับประชาชน โดยคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว กรณีอุทกภัย ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน กรณีวาตภัยหรือแผ่นดินไหว ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง วงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือนและคุ้มครองการเสียชีวิต โดยจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับเงินชดเชยเร็วกว่าและมากกว่าระบบเดิม เปลี่ยนจากการ &ldquo;รอเยียวยาเมื่อเกิดเหตุ&rdquo; ไปสู่การ &ldquo;เตรียมความพร้อมและบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า&rdquo;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://suphanburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260902e73a890d1d07dae87e693c8e1f228508083508.jpg' type='image/jpg' length='1634096' />
</item>
</channel>
</rss>
