พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Thailand Security Dialogue 2026 หัวข้อ “Defence and Security in an Era of Uncertainty: การป้องกันประเทศและความมั่นคงในยุคแห่งความไม่แน่นอน” โดยเสนอกรอบการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยต่อสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคง ใน 6 ประเด็นสำคัญ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศในการป้องกัน รับมือ ปรับตัว และฟื้นตัวจากภัยคุกคามในอนาคต ได้แก่ 1. มองภัยคุกคามให้กว้าง และมองให้เห็นก่อนกลายเป็นวิกฤต ซึ่งปัจจุบันภัยคุกคามได้เปลี่ยนจากภัยทางทหารแบบดั้งเดิมไปสู่ภัยคุกคามแบบผสมผสาน ทั้งภัยไซเบอร์ สงครามข้อมูลข่าวสาร ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดรนและระบบไร้คนขับ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร โรคระบาด และภัยพิบัติ 2. ยกระดับความพร้อมของกองทัพ จากความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์สู่ความพร้อมของทั้งระบบ โดยกองทัพต้อง พร้อมรับภัยคุกคามหลายมิติ 3. สร้างความได้เปรียบจาก 5 ปัจจัย ได้แก่ คน ข้อมูล เทคโนโลยี ความร่วมมือ และความเชื่อมั่น โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของประชาชน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นคงแห่งชาติ 4. สร้าง National Resilience ให้ประเทศพร้อมก่อนวิกฤตมาถึง ตั้งแต่การป้องกัน เตรียมพร้อม ตอบสนอง ฟื้นฟู 5. เปลี่ยนจาก “ซื้ออาวุธ” สู่ “สร้างขีดความสามารถของประเทศ” ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องผลิตทุกอย่างเอง แต่ต้องมีความสามารถในเทคโนโลยี ที่จำเป็นต่อความมั่นคงและความอยู่รอดของประเทศ โดยเฉพาะโดรนและระบบไร้คนขับ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และ 6. รักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Balance) โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง “ประเทศไทยต้องสามารถพูดคุยกับทุกฝ่าย ร่วมมือกับทุกฝ่าย แต่ในขณะเดียวกัน ต้องสามารถตัดสินใจบนผลประโยชน์ของประเทศไทยได้ด้วยตัวเอง” พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่เพียงการสร้างกำลังรบ แต่คือการสร้างความสามารถของประเทศในการอยู่รอด ปรับตัว และยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง ประเทศที่มั่นคงไม่ใช่ประเทศที่ไม่มีภัยคุกคาม แต่คือประเทศที่เมื่อภัยคุกคามมาถึงแล้วยังสามารถยืนหยัด ตัดสินใจ และเดินหน้าต่อไปได้ นี่คือโจทย์ของการป้องกันประเทศในยุคแห่งความไม่แน่นอน และเป็นความมั่นคงที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้างให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน