วันนี้ (17 มิ.ย. 69) เวลา 10.30 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ณ วิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อรับฟังปัญหาและพบปะเกษตรกร พร้อมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการ การส่งเสริมการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อมุ่งสู่การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ นิทรรศการพันธุ์ข้าว พันธุ์ กข 113 และ กข 119 ตลอดจนการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง และการแปรรูปข้าวของเกษตรกร ชมสาธิตการปลูกข้าวด้วยรถหยอดข้าวงอก ติดตั้งพวงมาลัยบังคับอัตโนมัติ นอกจากนี้ ยังได้รับชมโดรนหว่านข้าวงอก และการสาธิตการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งด้วยท่อวัดระดับน้ำอัตโนมัติอีกด้วย โดยมี นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ให้การต้อนรับ และนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวรายงานวัตถุประสงค์
ด้านนางสาวอมรรัตน์ อินทร์มั่น ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า กลุ่มแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวชจังหวัดสุพรรณบุรี มีการจัดตั้งกลุ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ปัจจุบันมีสมาชิกรวม 143 ราย ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกถึง 6,000 ไร่ เป็นกลุ่มที่มีการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อบริหารจัดการการผลิตข้าวร่วมกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การใช้ปัจจัยการผลิตร่วมกัน การบริหารจัดการเครื่องจักรกลการเกษตร ไปจนถึงการเชื่อมโยงตลาดเพื่อจำหน่ายผลผลิต อันเป็นรูปแบบที่กรมการข้าวให้การส่งเสริมตามนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ และศูนย์ข้าวชุมชน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มอำนาจการต่อรองให้แก่เกษตรกร โดยมีการดำเนินกิจกรรมที่สอดคล้องกับนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตรของรัฐบาล และแนวทางการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ และยังสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาภาคเกษตรกรรมสู่ความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในการขับเคลื่อนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาประเทศ สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และการบรรลุเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับสากล โดยทางกลุ่มมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนแนวคิดการผลิตข้าวรักษ์โลกและข้าวคาร์บอนต่ำ โดยนำเทคโนโลยีการผลิตข้าวแบบลดโลกร้อนมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต โดยในปี 2564 ได้ดำเนินการร่วมกับองค์กร GIZ ส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้งและขายคาร์บอนเครดิตได้จริง จึงเป็นแปลงตัวอย่างในการทำนาและผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ อีกทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยมีการรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเช่น ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเข้ามาศึกษาดูงาน เป็นต้น ที่สำคัญ กลุ่มแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ยังเป็น "ศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อนแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย" ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการพัฒนาภาคการเกษตรในภูมิภาค ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับการผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการดำเนินงานดังกล่าวคือ เกษตรกรสามารถจำหน่ายข้าวคาร์บอนต่ำในฤดูที่ 4 ให้แก่ บริษัท โตมี อินเตอร์เทรด จำกัดได้ พร้อมทั้ง ได้รับค่าตอบแทนสำหรับการจดบันทึกข้อมูล ในอัตราไร่ละ 500 บาท
นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังมีประสบการณ์ในการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตให้แก่ภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท สไปโร และบริษัท วารุณา ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของกลุ่ม ในการเข้าสู่ตลาดคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นระบบในด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ทางกลุ่มมีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีหลากหลายสายพันธุ์ ได้แก่ ปทุมธานี 1, กข 81, กข43 และ กข85 โดยกรมการข้าว สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติได้เข้ามอบองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าวแบบลดโลกร้อน พร้อมทั้งผลักดันให้กลุ่มเกษตรกรได้เข้าร่วมโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น โครงการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างยั่งยืนเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก โครงการสร้างมูลค่าเพิ่มวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ข้าว และโครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน เป็นต้น สำหรับแผนการดำเนินงานในอนาคต ทางกลุ่มมีแผนการขยายพื้นที่การดำเนินงานของกลุ่มในระยะต่อไป เพื่อรองรับการให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการผลิต การปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว รวมไปถึงการแปรรูปข้าวเพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรในชุมชน และยังสามารถให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตข้าวในราคาถูก เพื่อเป็นการลดต้นทุนในการผลิตข้าวได้อีกด้วย
ทั้งนี้ จังหวัดสุพรรณบุรี ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก มีแหล่งน้ำธรรมชาติ ระบบชลประทานเหมาะสมแก่การทำการเกษตร พื้นที่อุดมสมบูรณ์นับได้ว่าเป็นเมืองอู่ข้าว อู่น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำนา ทำไร่ ทำการประมง และปศุสัตว์ มีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งสิ้น 3.3 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ปลูกข้าว 1.3 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 39 ของพื้นที่ทำการเกษตร พื้นที่ปลูกข้าวอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทาน ร้อยละ 84 ของพื้นที่ปลูกข้าว ผลผลิตเฉลี่ย (ข้าว) 736 กิโลกรัมต่อไร่ มีการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวประมาณ 90,000 ราย ปัจจุบัน พบว่า ปัญหาฝุ่นละอองเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยสาเหตุมาจากหลายภาคส่วน ทั้งภาคเกษตร ภาคพลังงาน ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง สำหรับในภาคเกษตร จังหวัดสุพรรณบุรี ให้ความสำคัญในการรณรงค์ให้เกษตรกรลดการเผาเศษซากวัสดุการเกษตร และลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อให้องค์ความรู้การจัดการแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นส่งเสริมและถ่ายทอดการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวคุณภาพ รักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกษตรกรมีความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มช่องทางด้านการตลาด มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน ควบคู่กับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก พร้อมผลักดันการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการผลิต เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2569 กรมการข้าวได้ร่วมประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ภายใต้แผนงานวิจัยนวัตกรรมการผลิตข้าวด้วยเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ เพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG Model ณ ห้องประชุมนาเฮียใช้ จ.สุพรรณบุรี
นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า การดำเนินงานดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. โดยมุ่งเน้นการขยายผลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำและการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวของศูนย์ข้าวชุมชนในพื้นที่ภาคกลาง ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่และแนวทางการผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม "แนวทางการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำจะให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying : AWD) การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ และการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรอย่างเหมาะสม ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในภาคการเกษตร" อธิบดีกรมการข้าว กล่าว
นายอานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นที่ภาคกลางของประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการพัฒนาระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เนื่องจากมีระบบชลประทานครอบคลุม พื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ และเกษตรกรมีความพร้อมในการปรับใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ อีกทั้งแนวโน้มความต้องการสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในตลาดโลกยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ข้าวคาร์บอนต่ำมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างความได้เปรียบทางการตลาด และสามารถต่อยอดสู่การสร้างรายได้จากกลไกคาร์บอนเครดิตในอนาคต กรมการข้าวจึงเดินหน้าขยายผลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่ภาคกลางอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปี 2569 กำหนดพื้นที่นำร่อง 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ราชบุรี ฉะเชิงเทรา ปทุมธานี ปราจีนบุรี สุพรรณบุรี ลพบุรี และกรุงเทพมหานคร รวมพื้นที่ 50,000 ไร่ และมีเป้าหมายขยายผลเพิ่มเป็น 280,000 ไร่ ในปี 2570 เพื่อยกระดับการผลิตข้าวไทยสู่ระบบเกษตรคาร์บอนต่ำ สร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาประเทศสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน