วันนี้ (8 ก.ย. 69) เวลา 15.30 น. ที่ห้องประชุม โรงเเรมสองพันบุรี ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมการประชุมคณะกรรมการบริหารหอการค้าจังหวัดสุพรรณบุรี ครั้งที่ 8/2569 โดยมี นายวีระ ตั้งวุฒิไกรวิทย์ ประธานหอการค้าจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วย ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมการบริหารหอการค้าจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา ผู้บริหารภาคเอกชน เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน เพื่อรับทราบงานประชุมคณะกรรมการพัฒนาหอการค้าภาคกลางหอการค้าไทย ครั้งที่ 2/2569 (24-26 ก.ย. 2569 ณ จังหวัดสระบุรี), โครงการ "UTCC Tutor ติวทั่วไทย พิชิตมหาลัยในฝัน 2026" กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 29 ก.ย. 2569 ณ หอประชุมหลวงพ่อโต ชั้น 1 องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี, ข่าวประชาสัมพันธ์โครงการจากหน่วยงานต่าง ๆ และข่าวประชาสัมพันธ์กิจกรรม YEC อาทิ โครงการ Young Public and Private Collaboration หรือ โครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำคลื่นลูกใหม่ ณ จังหวัดราชบุรี ในช่วงเดือน ธ.ค. 2569
ในโอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี มอบแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจตามนโยบายของจังหวัดสุพรรณบุรีให้กับคณะกรรมการบริหารหอการค้าจังหวัดสุพรรณบุรี ที่มุ่งเน้นการพลิกโฉมภาคธุรกิจ และการเกษตรในพื้นที่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยการผสานคุณค่าทางวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย และนวัตกรรมการตลาดสมัยใหม่เข้าด้วยกัน ซึ่งสรุปเป็นประเด็นสำคัญได้ดังนี้ (1) การสร้างมูลค่าเพิ่มและระบบสร้างแบรนด์สินค้าเกษตร ("ของดีสุพรรณต้องมีตรา") การผลักดันเครื่องหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI): จังหวัดเร่งส่งเสริมให้สินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นยื่นขอใช้ตราสัญลักษณ์ เครื่องหมาย GI เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและเพิ่มมูลค่าสินค้า เช่น แห้วสุพรรณ และ ปลาสลิดดอนกำยาน (2) การแปรรูปสู่สินค้าพรีเมียม: มุ่งเน้นจากการขายผลผลิตดิบ ไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูงเพื่อสุขภาพ เช่น สมุนไพรและกลุ่มอาหารอนาคต (Medical Food Hub) เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ (3) การันตีคุณภาพสินค้า: ผลักดันระบบการควบคุมคุณภาพและแบรนด์ท้องถิ่น (เช่น แบรนด์น้องเหน่อ) เพื่อสร้างภาพจำสินค้าเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้
นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ยังได้เน้นย้ำความสำคัญของเทคโนโลยี AI ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ทำธุรกิจขนาดเล็กด้วยตัวคนเดียว ได้ง่ายขึ้น โดยใช้ AI เป็นทีมสนับสนุนหลังบ้านช่วยลดต้นทุน และเพิ่มความเร็วในการทำงาน ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถสร้างธุรกิจและแข่งขันได้ ซึ่งคนรุ่นใหม่สามารถทำธุรกิจและเติบโตได้โดยไม่ต้องย้ายออกจากจังหวัดบ้านเกิด ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โลจิสติกส์ที่ครอบคลุม และกระแสความภูมิใจในท้องถิ่น (Local Pride) ช่วยให้สร้างรายได้จากภูมิลำเนาเดิม